จากบทความ ชีวิตนิสิตของเรากับ“ชายแท้ชมรมบอล”ในคณะสายสัง ที่ลงในเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 3 เดือนมีนาคม 2567 ซึ่งมีการพาดพิงถึงพฤติกรรมของสมาชิกชมรมฟุตบอล คณะรัฐศาสตร์ จุฬานั้น โดยในเนื้อหาได้มีการออกมาประนามการกระทำไม่ดีต่างๆ จึงเกิดเป็นกระแสโด่งดังและถูกให้ความสนใจมากมายจากทั้งในและนอกคณะ จนสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์และชมรมฟุตบอลต้องออกมาแถลงการณ์ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ดังกล่าวก็ยังมีทั้งคนที่ชอบและไม่พอใจจำนวนมาก บทความนี้ จึงต้องการรวบรวมความรู้สึกและความคิดเห็นของบุคคลที่ถูกพาดพิงในบทความดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะและก่อให้เกิดการแก้ไขต่อไป
โดยทางผู้เขียนได้ถามคำถาม 2 ข้อกับทุกฝ่าย ได้แก่ 1. หลังจากอ่านบทความประชาไทมีความรู้สึกอย่างไร และ 2.หลังจากอ่านแถลงการณ์สโมสรคณะรัฐศาสตร์และชมรมฟุตบอลมีความเห็นอย่างไร
โดยA นิสิตที่เสียหายและถูกพาดพิงในบทความดังกล่าว บอกกับเราว่า
เมื่ออ่านบทความประชาไท เขารู้สึกดีใจที่ยังมีคนที่ไม่เพิกเฉยกับสิ่งที่เขาเจอ เพราะสิ่งที่เขาเจอมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องสร้างบาดแผลทางความรู้สึกและจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก รู้สึกอยากจะขอบคุณคนที่เขียนบทความที่นำเสนอประเด็นนี้ออกมา แต่เมื่อทางสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ได้เผยแพร่แถลงการณ์ฉบับแรก เขารู้สึกผิดหวังและรู้สึกตัวเองถูกซ้ำเติมจากแถลงการณ์ดังกล่าว เพราะหากไม่มีบทความจากประชาไทแล้ว สิ่งที่เขาเจอก็จะถูกเพิกเฉยจากทุกฝ่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์แถลงที่มีเนื้อหาอ้างว่า ไม่ได้มีการเพิกเฉยต่อการกระทำของสมาชิกในชมรมฟุตบอล แต่เรากลับรู้สึกว่าไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดระยะเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นกับเรา ๆ ไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากฝ่ายใดเลย และแถลงการณ์ฉบับที่สองของสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ไม่ได้แตกต่างจากฉบับแรกมากนัก ในภายหลังแถลงการณ์ฉบับที่สองเผยแพร่ ทางชมรมฟุตบอลคณะรัฐศาสตร์ก็ได้มีการเผยแพร่แถลงการณ์ออกมาเช่นกัน แต่ไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่ถูกพาดพิงสักเท่าไร กลับกันแถลงการณ์ฉบับนี้กลับให้ความสนใจในประเด็นที่สื่อหลัก นำเสนอผิดพลาด แต่ไม่มีการสนใจในตัวเนื้อหาในข่าวของประชาไท ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องการคุกคาม เรื่องเพศด้วย
นอกจากนี้ นิสิต A ได้กล่าวกับเราว่า “เขาไม่รู้สึกถึงความชัดเจนและความโปร่งใสในการทำงานของสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเกิดการตั้งข้อสงสัยว่าได้มีการพูดคุยและลงโทษสมาชิกในชมรมฟุตบอลจริงหรือ ? และเขายังคงหวังว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งและคาดหวังให้สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง”
B นิสิตผู้เสียหายที่ถูกพาดพิงในบทความ บอกว่า “หลังอ่านข่าวตกใจจริงๆ เพราะมีหลายประเด็นในข่าวที่เราไม่รู้หรือเคยได้ยินมาก่อน อย่างเรื่องแชทล่าแม่มด พูดจาคุกคาม หรือว่าล้อเลียนตอนที่กำลังแสดงอยู่ ทางฝั่งเราค่อนข้างให้ความสนใจกับประเด็นพูดจาคุกคามและการล้อเลียนเป็นพิเศษ เพราะในฐานะคนที่ออกไปแสดงแล้วข่าวนี้มันก็กระทบกับจิตใจคนในชมรมไม่น้อย เราได้มีการถามคนในชมรมหลังมีข่าวออกมาแล้วว่ามีใครเห็นเหตุการณ์นี้มั้ย เหตุการณ์ในข่าวเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เท่าที่เราถามมาไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเลือกจะทำคือรอแถลงการณ์จากชมรมบอลที่ถูกกล่าวหา และรอชมรมบอลเข้ามาถามถึงข้อเท็จจริงจากฝั่งเราในฐานะชมรมที่ถูกพาดพิงในข่าวเช่นกัน
หลังจากข่าวออกมาได้ไม่นานทางสโมฯ ก็ได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกมาว่าไม่ได้มีการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว เราคาดหวังว่าสโมฯ จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วจะมีแถลงอีกรอบหนึ่ง แต่แถลงการณ์ของสโมฯ ฉบับที่สองไม่ได้ต่างจากฉบับแรกนัก และในระหว่างนี้ก็ไม่ได้มีใครมาพูดคุยหรือถามข้อเท็จจริงจากฝั่งเราเช่นเดียวกัน”
นิสิต B มีความรู้สึกเดียวกับ นิสิตA คือรู้สึกผิดหวังกับแถลงการณ์ของชมรมบอล เพราะข้อเท็จจริงที่ชมรมบอลได้เขียนไว้ในแถลงการณ์มีเพียงข้อโต้แย้งต่อประเด็นโซตัสเท่านั้น ทำให้ข้อสงสัยในประเด็นอื่นๆ ยังคงไม่กระจ่าง และยังเกิดคำถามเช่นเดิมว่า สรุปแล้วนอกจากเรื่องโซตัสที่ชมรมบอลออกมาแย้ง เช่น พูดจาคุกคาม การล้อเลียน และล่าแม่มด เป็นเรื่องจริงหรือไม่?
ส่วนตัวแทนนิสิตจากชมรมฟุตบอลที่ผู้เขียนได้ไปสอบถามนั้นว่าอ่านบทความประชาไทแล้วรู้สึกอย่างไร
“ รู้สึกว่าบทความของประชาไทเป็นทั้งบทเรียนสำคัญของพวกเราในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งในนี้ที่ถูกกล่าวถึงพวกเรา ก็น้อมรับคำวิจารณ์จากผู้ได้รับผลกระทบและพร้อมปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าว และได้มองว่ายังมีส่วนที่เป็นข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่รูปประกอบ จนไปถึงการพาดพิงการชมรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องชมรมของเขาตั้งแต่ต้น (ในที่นี้ คือการพาดพิงถึงชมรมฟุตบอลของจุฬาฯ และแชทหลุดแก๊งผู้ชายนิติศาสตร์ ) และยังมีหลายส่วนที่สมาชิกชมรมฟุตบอลมองว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำลงไปกับสิ่งที่ผู้เขียนได้สื่อออกมานั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่หลายประการ”
เช่นเรื่องกรณีเรื่องที่ชมรมฟุตบอลได้ถูกกล่าวหาว่าคุกคามชมรมเต้น จากกรณีดังกล่าว ตัวแทนจากชมรมดังกล่าวมีความเห็นว่าการกระทำของสมาชิกในชมรมที่ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่คุกคามนั้นอาจเกิดจากความเข้าใจผิด เนื่องจากไม่มีใครมีเจตนาต้องการคุกคามชมรมเต้นแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพียงการตอบโต้ที่เกิดจากความผิดใจกันมาก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งมีถ้อยคำที่หยาบคายและรุนแรงอันเกิดจากอารมณ์ขุ่นเคืองในการตอบโต้กัน ไปมาระหว่างทั้งสองกลุ่มคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งทางเรามองว่าการตอบโต้กลับกันไปมาด้วยความขุ่นเคืองไม่ได้มีเจตนาในการคุกคามแต่อย่างใด อีกทั้งภายในชมรมได้มีการย้ำเตือนให้สมาชิกทุกคนระมัดระวังการกระทำใดๆที่อาจเป็นการคุกคามผู้อื่นในทุกกรณีและเข้าใจหาก ผู้เสียหายมองว่าถูกคุกคามจากการกระทำของสมาชิกในชมรม
หรือในกรณีอาจารย์ที่ปรึกษา ที่มีการถูกกล่าวถึงในบทความประชาไทว่า “โทรชวนเด็กไปกินเหล้าตอนดึก สนิทสนมเกินงาม จับเนื้อต้องตัว แสดงอาการหึงหวง” เป็นสิ่งที่เข้าใจผิดโดยเพื่อนๆนิสิตนอกชมรม เนื่องจากในความเป็นจริง มีการชวนออกไปสังสรรค์ในหมู่ชมรมเป็นปกติ บ้างที่จะมีอาจารย์ร่วมสังสรรค์ด้วย ซึ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีในชมรม ความรักใคร่ในกลุ่มเพื่อนฝูง ความปรองดองกันในชมรม ที่จะนำไปสู่ความกลมเกลียวกันทั้งในและนอกสนาม ซึ่งตรงกันข้ามกับที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม อีกทั้งการกอดทักทาย หยอกล้อแกล้งกันด้วยความผูกพันธ์ระหว่างสมาชิกในชมรมและอาจารย์ที่ปรึกษาที่เราสมาชิกชมรมมีความสนิทสนมกันอย่างดี ซึ่งเป็นเพียงการปฏิบัติต่อกันในฐานะของศิษย์และอาจารย์ที่สนิทสนมกันมากเท่านั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการที่ผู้เขียน(บทความประชาไท) ไม่ได้เผชิญเหตุการณ์นั้นโดยตรง หรือเป็นส่วนหนึ่งของชมรม และการกล่าวหาในบางส่วนที่คลาดเคลื่อนก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนเพราะพวกเขาไม่ได้รับทราบถึงและมองว่าทำให้เกิดการเข้าใจผิด และความบาดหมางระหว่างกันในคณะ ทั้งยังกระทบกับภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่เพียงชมรมฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทางสโมสรนิสิตของคณะและเพื่อนๆในชมรมที่ไม่มีประพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยชมรมฟุตบอลมีความหวังว่าการวิพากษ์วิจารณ์ชมรมเราจะมีพื้นฐานเป็นการพูดคุยกันโดยตรง เพราะพวกเราพร้อมปรับปรุงแก้ไขเสมอหากมีอะไรที่ได้กระทำผิดไปจริง
และสำหรับแถลงการณ์ของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์นั้น ตัวแทนจากชมรมดังกล่าวรู้สึกว่าคำแถลงการณ์ของสโมฯ อาจจะเกิดจากความกระตือรือร้นในการออกมาชี้แจงประเด็นที่ถูกพาดพิง จนนำไปสู่การรีบออกแถลงการณ์ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเนื้อข่าวแบบละเอียดว่าส่วนไหนคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและเป็นข้อกล่าวหาที่พวกเขาไม่ได้ทำไป คำแถลงการณ์ออกไปในเชิงของการที่ชมรมฟุตบอลยอมรับการกระทำทั้งหมดที่ถูกและกล่าวถึงทั้งหมดในบทความของประชาไท โคยที่ยังไม่ได้พูดคุยถึงรายละเอียดข้อเท็จจริงของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งกับชมรมฟุตบอลและผู้ที่ได้รับผลกระทบ
มากไปกว่านั้น สาธารณชนจึงได้มีการโฟกัสไปกับประเด็นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง (ในที่นี้คือเรื่อง โซตัส) แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยกับเราในส่วนที่ตรงประเด็น เกิดเป็นความเข้าใจผิดกันทุกส่วน
อย่างไรก็ตาม ทางชมรมฟุตบอลเองก็เข้าใจถึงความจำเป็นในการออกแถลงการณ์อย่างฉับพลันของสโมสรนิสิต ว่าเป็นไปด้วยความพยายามที่จะตอบสนองต่อข้อวิจารณ์อย่างรวดเร็วฉับพลันที่สุด เพื่อขจัดข้อครหาต่อตัวสโมสรนิสิตเองที่โดนพาดพิงถึงการละเลยการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ทางชมรมดังกล่าวก็หวังอีกว่าในอนาคตควรมีการตรวจสอบข้อความ บทความ ข้อกล่าวหา บุคคลหรือกลุ่มคนใดๆก็ตามภายใต้ชื่อของ “รัฐศาสตร์ จุฬาฯ” ก่อนอย่างรอบคอบ และพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วน หลังจากนั้นจึงค่อยแถลงการณ์ในนามของสโมฯเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันแก่ทั้งบุคคลในคณะและต่อสาธารณะชนภายนอกเพื่อนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันที่สร้างสรรค์
โดยสรุป ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ยังไม่มีการพูดคุยและสืบสวนกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ดังนั้น ผู้เขียนจึงหวังว่าจะเกิดการหันหน้าเข้าคุยกันและสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ควรจะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้ปรับความเข้าใจและสร้างมิตรภาพร่วมกัน หากสโมสรนิสิตฯ ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แก่นิสิตภายในคณะ ท้ายที่สุดการดำรงอยู่ของสโมฯก็จะไม่มีความหมายและนิสิตภายในคณะก็จะไม่เกิดการเรียนรู้และไม่เห็นถึงความสำคัญของการให้โอกาสอย่างแท้จริง เมื่อนั้นแล้ว หากนิสิตคณะรัฐศาสตร์ไม่รู้จักการทำเพื่อส่วนรวม แล้วนิสิตภายในคณะจะทำตามคำขวัญของคณะที่ว่า “ก้าวแรกสู่คณะรัฐศาสตร์ ก้าวต่อไปสู่การเสียสละเพื่อส่วนรวม” ได้อย่างไร
เนื้อหา นันท์นภัส พิมสาร
พิสูจน์อักษร พีรพัทธ์ อนันควานิช
ภาพ อภิชญาณ์ ระหงษ์
Leave a Reply