
สุขไม่พอ…จึงต้องขอ ISEKAI
“Isekai” จากศัพท์เฉพาะในวงการสื่อบันเทิงญี่ปุ่น สู่คำซึ่งได้รับการบรรจุอยู่ในพจนานุกรมทั่วไป (Oxford Dictionary) เมื่อปี 2024 แม้คำดังกล่าวจะแพร่หลายจนมีความถี่ในการใช้เฉลี่ยมากถึงสองแสนครั้งต่อหนึ่งล้านคำในภาษาอังกฤษปัจจุบัน ทว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ ไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่า Isekai คืออะไร รวมถึงสาเหตุเริ่มต้นของความสนใจในคำนี้จนทำให้ได้รับการบรรจุอยู่ในพจนานุกรมมีที่มาจากไหนบทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านได้มาผจญภัยไปกับศัพท์จากแดนอาทิตย์อุทัยที่วาร์ปตัวเองไปต่างทวีปจนเป็นที่รู้จักไปทั่วคำนี้ โดยมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยาและสังคมวิทยา เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจว่าทำไมมนุษย์จึงโหยหาการ “หลบหนี” ไปยังโลกอื่น ขณะเดียวกันก็สำรวจบทบาทของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเสมือนให้กลายเป็นพื้นที่พักพิงทางใจของคนยุคดิจิทัล ก่อนจะตั้งคำถามกลับมาว่า “ในวันที่เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนเริ่มพร่าเลือนลง การ อิเซไก คือการหนีจากความจริง หรือคือการแสวงหาตัวตนในโลกอีกใบกันแน่”
อิเซไก (Isekai) เป็นศัพท์ในภาษาญี่ปุ่นประสมจากคำว่าอิ (異) แปลว่า แปลกไป ผิดแผกออกไป และเซไก (世界) ที่หมายความว่า โลก ในภาษาไทยจึงแปลเทียบเคียงว่า “ต่างโลก” ดังที่หลาย ๆ คนผ่านตากัน คำนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ในฐานะคำแสดงหมวดสื่อบันเทิงที่เล่าเรื่องราวของมนุษย์ธรรมดาจากโลกเดิมซึ่งถูกโยกย้าย ถูกส่งไปเกิดใหม่ หรือติดอยู่ในจักรวาลคู่ขนาน โลกจินตนิมิต หรือโลกเสมือน แนวคิดนี้ในปัจจุบันยังครอบคลุมถึงการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต หรือการกลับชาติมาเกิดในโลกเดิมเพื่อแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่พลาดไปในชีวิตก่อนหน้า สื่อแนวอิเซไกมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นเทพนิยายญี่ปุ่นโบราณ อย่าง เรื่องอูราชิมะ ทาโร และมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมตะวันตก เช่น อลิซท่องแดนมหัศจรรย์ (ค.ศ. 1865) และปีเตอร์ แพน (ค.ศ. 1902) จนกระทั่งกลายเป็นแนวหลักในสื่อสมัยใหม่ เช่น ซอร์ดอาร์ตออนไลน์ (ค.ศ. 2012) หรือแม้แต่ละครไทย อย่าง บุพเพสันนิวาส ที่ตัวละครเอกย้อนเวลาไปยังสมัยอยุธยา ก็ได้รับอิทธิพลจากแนวสื่อประเภทอิเซไกเช่นกัน
การไปต่างโลกในนวนิยายมักมีเหตุผลแตกต่างกันออกไปตามแต่ผู้เขียนจะรังสรรค์ บางครั้งเป็นเรื่องของโชคชะตา หรือบางครั้งก็เป็นเพียงความบังเอิญ เหมือนในเทพนิยายญี่ปุ่นโบราณที่อูราชิมะ ทาโร เดินทางสู่โลกใต้สมุทรเพราะตามเต่าลงไปเยือนวังมังกรและได้พบเจอกับเจ้าหญิง หรืออย่างอลิซ ที่หล่นลงโพรงกระต่ายไปยังแดนมหัศจรรย์เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเธอเอง แต่ถ้ามองจากมุมของโลกแห่งความจริงการไปต่างโลกอาจไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์หรือประตูมิติที่ซ่อนอยู่ในป่า หากแต่เป็นผลมาจากความรู้สึกภายในของผู้คนที่ต้องการหลุดพ้นจากความเบื่อหน่ายจำเจในชีวิตประจำวัน ความวุ่นวายของสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และแรงกดดันที่บีบคั้นจากทุกทิศทาง
อีกหนึ่งสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้ผู้คนเกิดการปลีกตัวออกจากโลกแห่งความจริงคือความบอบช้ำจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่มนุษย์จำต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน การระบาดครั้งนั้นไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน แต่ยังตอกย้ำความรู้สึก “โดดเดี่ยวทางสังคม” (social isolation) จนหลายคนเริ่มรู้สึก “แปลกแยก” ทั้งจากผู้อื่นและจากตัวเอง (alienation) การทำงานจากที่พักอาศัย (work from home) ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในการเดินทาง แต่กลับทำให้ผู้คนขาดปฏิสัมพันธ์กับชีวิตจริง และค่อย ๆ หมดความหมายของการ “อยู่ร่วมกัน” ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม
หากมองให้ลึกไปกว่านั้น ภาวะ “แปลกแยก” ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ ว่าด้วย “ความแปลกแยกของแรงงาน” (Alienation of Labor) อธิบายว่า ในระบบทุนนิยม แรงงานมักถูกแยกออกจากผลผลิตและไร้อำนาจในการควบคุมกระบวนการผลิต ทำให้บุคคลถูกลดทอนให้กลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของกลไกเศรษฐกิจ เมื่อไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมสิ่งที่ตนสร้างขึ้นได้ บุคคลย่อมรู้สึกสูญเสียอำนาจในชีวิตของตนเอง ภาวะเช่นนี้เมื่อสะสมยาวนาน ก่อให้เกิดความว่างเปล่าและความรู้สึกไร้ความหมาย นำไปสู่ความต้องการหลีกหนีจากโลกแห่งความจริงที่อยู่เหนือความควบคุม
หนึ่งในกลไกที่มนุษย์มักใช้เพื่อตอบสนองต่อความทุกข์หรือแรงกดดันจากชีวิตประจำวัน คือการหลีกหนีความจริง (Escapism) การเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่กิจกรรมที่ช่วยปลอบประโลมใจ เช่น การอ่านนิยาย การดูอนิเมะ หรือการเล่นเกม การบริโภคสื่อเหล่านี้เหมือนการเปิดประตูมิติสู่อีกโลกที่ทุกสิ่งสามารถควบคุมได้อย่างได้ตามที่ใจปรารถนา สอดคล้องกับแนวคิดของ ยูโทเปีย (Utopia) หรือโลกในอุดมคติที่ปราศจากความทุกข์และความอยุติธรรม มนุษย์จึงโหยหาการเป็น “ตัวละครหลัก” ในโลกที่สร้างขึ้นจากจินตนาการเพื่อชดเชยข้อจำกัดของชีวิตในโลกจริง จึงน่าฉุกคิดว่า แม้คำว่า “อิเซไก” (異世界) จะมีรากศัพท์หมายถึงโลกที่แตกต่างออกไป แต่แท้จริงแล้วเราอาจไม่ได้กำลังหนีจากโลกที่ “ปกติ” ไปยังโลกที่ “แปลกประหลาด” อย่างที่เข้าใจกัน หากแต่เรากำลังหลบหนีจากโลกจริงที่ไม่ปกติเท่าไรนัก ไปสู่โลกแห่งจินตนาการที่รู้สึกปกติและปลอดภัยกว่า
ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขยายขอบเขตของการหลีกหนีความจริง โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง “พื้นที่แห่งการหลบหนี” ที่จับต้องได้ เพราะในปัจจุบัน AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวิเคราะห์ข้อมูล (information analysis) การสร้างสรรค์เนื้อหา (content creation) หรือการเป็นผู้ช่วยส่วนตัว (virtual assistant) อย่าง Chat GPT หรือ Gemini ที่เราใช้กันทั่วไป แต่ขยายบทบาทไปสู่โลกจำลอง (virtual world simulation) และตัวตนเสมือน เช่น Chatbot, Generative AI และ VR (Virtual Reality) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสร้างและควบคุมประสบการณ์ในโลกเสมือนได้อย่างเสรี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรแกรมสนทนาเชิงโต้ตอบ (chatbot) บางตัว เช่น Character AI หรือ Janitor AI ที่ถูกพัฒนาโดยเฉพาะเพื่อให้สามารถสวมบทบาทในการพูดคุย และแสดงบทบาท (role play) ต่าง ๆ ตามที่ถูกตั้งค่าไว้ โดย AI เหล่านี้สามารถ เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ และ ปรับโทนการสนทนาให้สอดคล้องกับบุคลิกและอารมณ์ของคู่สนทนา ได้อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัย ความสามารถในการประมวลภาษา สร้างบทสนทนา และเลียนแบบอารมณ์ของมนุษย์ อย่างแนบเนียน ส่งผลให้การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับ AI ไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงกลอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นการมีส่วนร่วมอย่างสมจริง (immersive interaction) ที่ผู้ใช้รับรู้โลกเสมือนในมุมมอง บุคคลที่หนึ่ง เป็นผู้พูด ผู้รู้สึก และผู้ถูกเข้าใจ การมีส่วนร่วมเช่นนี้ขยายขอบเขตของความเป็นจริงโดยไม่ต้องพึ่งภาพจำลองหรือโลกเสมือน เพียงแค่การสนทนา ก็สามารถสร้างพื้นที่ที่ผู้ใช้รู้สึกว่าได้เข้าไปดำรงอยู่จริง
การก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างการใช้ AI ทั่วไป กับ การ Isekai นั้น มักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างแนบเนียน บทสนทนาธรรมดาในช่วงแรกที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและการตอบสนองที่เหมือนจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงรหัสคำสั่งของเครื่องจักร ทำให้ผู้ใช้เริ่มส่งมอบ เศษเสี้ยวของตัวตน อารมณ์ ความทรงจำ และความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจ ให้แก่โลกที่ AI สร้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ในจุดนี้โลกเสมือนจึงกลายเป็นที่พักพิงของจิตใจที่มนุษย์เลือกอยู่อาศัยราวกับเป็นอีกจักรวาลหนึ่งที่ตอบรับเสียงเพรียกของตน การโต้ตอบที่เคยเป็นเพียงความบันเทิงเริ่มกลายเป็นการมีส่วนร่วมทางจิตใจ (emotional participation) การตอบกลับของ AI ไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำ แต่คือเสียงสะท้อน ที่ปลอบประโลมความโดดเดี่ยวภายในใจ และเมื่อใดที่ผู้ใช้เริ่มรอข้อความตอบกลับจาก AI เหมือนรอคนรัก หรือรู้สึกผิดหวังเมื่อคำตอบไม่เป็นไปตามที่คาด เมื่อนั้นเส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกจำลองก็เริ่มพร่าเลือนจนเกิดคำถามหนึ่งปรากขึ้นในใจว่า “เราเพียงหลบพักจากความจริงชั่วคราว หรือได้ผ่ามิติมายังอีกโลกหนึ่งแล้วกันแน่?”
คำถามข้างต้นนี้นำไปสู่การพิจารณาผลกระทบของ อิเซไก ที่เป็นมากกว่ากระแสทางวัฒนธรรมหรือความบันเทิง แต่เป็นผลสะท้อนของแรงกดดันทางสังคม เศรษฐกิจ และจิตใจ ในเชิงจิตวิทยาและสังคมวิทยา อิเซไกจึงอาจถูกมองว่าเป็นกลไกตอบสนองต่อภาวะความเครียด ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกไร้อำนาจในโลกจริง ในด้านบวก การสร้างโลกอื่นผ่าน AI ช่วยลดภาวะวิตกกังวลและความโดดเดี่ยวทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ พื้นที่เสมือนดังกล่าวทำหน้าที่คล้ายพื้นที่ปลอดภัย (safe space) ที่ผู้ใช้สามารถแสดงตัวตนได้โดยไม่ถูกตัดสิน และได้รับการยืนยันคุณค่าในแบบที่โลกจริงไม่ประทานพร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาของ Carl Rogers เกี่ยวกับ “การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard)” อีกทั้งในมุมมองทางสังคมวิทยา AI ยังทำหน้าที่ทดแทนความสัมพันธ์ทางสังคมที่ถูกทำลายจากโครงสร้างชีวิตสมัยใหม่ เช่น การแข่งขัน ความแปลกแยก และระบบทุนนิยม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบของอิเซไก คือความเสี่ยงต่อการ หลุดพ้นจากความจริง (detachment from reality) ผู้ใช้ที่พึ่งพาโลกจำลองมากเกินไปอาจสูญเสียทักษะในการสร้างความสัมพันธ์จริงและไม่สามารถเผชิญความซับซ้อนของโลกภายนอกได้ อีกทั้งการตอบสนองของ AI ที่สมบูรณ์แบบเกินจริงอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบและทัศนคติเชิงลบกับมนุษย์จริง จนนำไปสู่การปลีกตัวทางสังคม (social withdrawal) หรือแม้แต่การพัฒนาตัวตนเสมือนที่แยกขาดจากตัวตนจริงในที่สุด ทำให้คนบางกลุ่มเริ่มตั้งคำถามว่า “หากโลกที่สร้างขึ้นตอบสนองเราได้ดีกว่าโลกจริง แล้วมนุษย์จะยังอยากกลับมาหรือไม่? หรือเรากำลังค่อย ๆ ถลำลึกลงไปสู่ห้วงแห่งจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลบหนีความจริง?”
แม้ อิเซไก จะเริ่มจากจินตนาการเพื่อการหลีกหนี แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ช่วยเยียวยามนุษย์จากแรงกดดันในชีวิต โลกเสมือนมิได้พยายามที่จะแทนที่โลกจริง แต่ช่วยให้เรามีพลังเพียงพอที่จะเผชิญกับชีวิตจริงอันโหดร้าย การเข้าไปพักในโลกที่เข้าใจ และยอมรับตัวตนที่แท้จริง แม้จะอาจดูเหมือนเป็นการหลีกหนีความจริง แต่การหยุดพักชั่วคราวก็จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของจิตใจ เพราะแม้โลกที่เราหนีไปจะเป็นแค่โลกเสมือน แต่อารมณ์และความรู้สึกที่ได้รับกลับแท้จริง ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราพร้อมสู้ต่อไปในโลกแห่งความจริงที่ไม่ได้ใจดีกับเราเสมอไป
บรรณานุกรม
The Darker Sides of the Isekai Genre: An Examination of the Power of Anime and Manga
https://repository.usfca.edu/capstone/1009
Alienation: Marx’s Conception of Man in a Capitalist Society
Loneliness, Escapism, and Identification With Media Characters: An Exploration of the Psychological Factors Underlying Binge-Watching Tendency
https://www.frontiersin.org/journals/psychology/articles/10.3389/fpsyg.2021.785970/full
The Handbook of Person-Centred Psychotherapy and Counselling
หน้า 181-186
My Chatbot Companion – a Study of Human-Chatbot Relationships
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1071581921000197
เนื้อหา: ธีร์จุฑา ปฏิเวธ
บรรณาธิการ: ชวกร สีราย
ภาพประกอบ: กฤตยชน์ กองฉลาด
Leave a Reply