
บทนำ
พวกคุณเคยฟังดนตรีคลาสสิกกันหรือไม่? (Classical music) หรืออย่างน้อยที่สุดต้องเคยได้ยินมันผ่านหูอยู่บ้าง ตามโฆษณา ห้างร้าน กระทั่งเครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องซักผ้า (ตัวที่บ้านผมเล่นเพลง Die Forelle ของชูแบร์ท (Franz Schubert) เมื่อมันซักเสร็จเรียบร้อย) อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่ามีบางทำนองซึ่งติดหูและถูกใช้บ่อยมากจนพวกคุณฮัมมันได้โดยไม่ต้องอ่านโน้ตเพลง
Ta-Ta-Ta-Taaaa! Ta-Ta-Ta-Taaaa! คือโมทิฟ (Motive) แรกสุดที่อาจปรากฏในความคิดของคุณเมื่อนึกถึงดนตรีคลาสสิก มันคือทำนองหลักของท่อนแรกในซิมโฟนีหมายเลขห้า (Symphony No. 5 in C Minor, Op.67) ซึ่งประพันธ์โดยเบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) แทบจะเป็นทำนองที่ติดหูที่สุดและซิมโฟนีเบอร์นี้ก็เป็นหนึ่งในงานที่ยอดนิยมที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้นฟังดนตรีคลาสสิก
เบโธเฟน ชื่อนี้คุ้นหูกันดีแม้ว่าคุณจะไม่ได้ฟังดนตรีคลาสสิกเลยก็ตาม เขามักจะมาคู่กับโมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) คีตกวีรุ่นพี่ในยุคไล่เลี่ยกัน แม้จะมาคู่กัน (โดยเฉพาะเวลาพ่อแม่ผู้ปกครองเชื่อว่า “เพลงเบโธเฟนกับโมสาร์ท” ทำให้ลูกน้อยของพวกเขามีพัฒนาการที่ดี) แต่ทั้งสองกลับมีแนวทางต่างกันสิ้นเชิง ขณะที่โมสาร์ทอยู่ ณ ห้วงเวลาที่กฎเกณฑ์ทางการประพันธ์ดนตรีคงเส้นคงวาและสมบูรณ์ที่สุด เบโธเฟนคือผู้ทำลายกฎเกณฑ์นั้น และมันไม่ได้เริ่มขึ้น ณ รอบปฐมทัศน์ของซิมโฟนีหมายเลขห้าอันโด่งดังแต่อย่างใด
ภูมิหลัง
เบโธเฟนเกิดที่บอนน์ (Bonn) ในปีค.ศ. 1770 ตระกูลของเขาคือครอบครัวนักดนตรีในสำนักของสังฆราชผู้คัดเลือกแห่งโคโลญ (Archbishop Elector of Cologne) หนึ่งในเจ็ดเจ้าผู้คัดเลือกแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Prince-electors) วันเกิดของเบโธเฟนยังคงเป็นที่ถกเถียงเพราะวันที่ 17 ธันวาคมเขารับศีลจุ่ม จึงสันนิษฐานกันว่าเบโธเฟนน่าจะเกิดไม่วันก็สองวันก่อนหน้า
ครอบครัวเบโธเฟนไม่ใช่ชาวเมืองบอนน์ดั้งเดิม ปู่ของเขาลุดวิก (Ludwig van Beethoven อันเป็นชื่อเดียวกันกับเบโธเฟน) เป็นชาวเฟลมิช (Flemish) ซึ่งย้ายถิ่นฐานมาจากเมเคอเลิน (Mechelen) เพื่อมารับตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีของสังฆราชแห่งโคโลญที่บอนน์
วัยเด็กของเบโธเฟนไม่สดใสนัก อายุ 2 ขวบเขาต้องเรียนคีย์บอร์ดกับพ่อ ครอบครัวฟิชเชอร์ (Fischer) ผู้อาศัยร่วมชายคากับเบโธเฟนมักเห็นเขาต้องปีนม้านั่งเพื่อกดลิ่มของคีย์บอร์ดอย่างทุลักทุเลภายใต้การบังคับ (เชิงขู่เข็ญ) ของพ่ออย่างโยฮันน์ (Johann van Beethoven) โยฮันน์พลาดโอกาสที่จะเป็นหัวหน้าวงต่อจากพ่อของเขา อาศัยเลี้ยงชีพเป็นนักร้องเสียงเทเนอร์และครูสอนดนตรีส่วนตัว เบโธเฟนในฐานะลูกชายคนโตของบ้านจึงแบกรับความคาดหวังของพ่อผู้ล้มเหลว โมโหร้าย และขี้เมา ขณะที่แม่อย่างมารีอา (Maria van Beethoven) นั้นใจดีและสุขุมกว่า
บทเรียนเครื่องสายตามมาหลังจากนั้น พ่อของเขาให้ญาติของมารีอาเริ่มสอนเล่นไวโอลินและวิโอลา ในช่วงนี้เองที่เบโธเฟนเริ่มฉายแววอัจฉริยะในทางประพันธ์ดนตรี (ซึ่งพ่อของเขามองเห็นและไม่ปลื้มนักเพราะมองว่าสำหรับเด็กมันทำเงินได้ไม่มากเท่าการเปิดโชว์แสดงคอนเสิร์ต) จากนั้นบทเรียนเครื่องเป่าลมไม้จากครูซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อจึงตามมา มีบันทึกว่าบางครั้งทั้งคู่เมามายกลับจากโรงเตี๊ยมในยามดึกและฉุดกระชากเบโธเฟนให้ตื่นขึ้นมาซ้อมดนตรีร่วมกับพวกเขา เมื่อย่างเข้า 7 ขวบ โยฮันน์ลงทุนถึงขนาดเช่าหอประชุมของเมืองเพื่อจัดการแสดงเดี่ยวที่มีเบโธเฟนเป็นพระเอกของงาน โยฮันน์ยังโฆษณาว่าเบโธเฟนอายุแค่ 6 ขวบเท่านั้นทั้งที่จริงแล้ว 7 ขวบ (โยฮันน์หวังอยากให้เบโธเฟนดังแบบโมสาร์ทที่เริ่มทัวร์คอนเสิร์ตรอบยุโรปตอน 6 ขวบ) แน่นอนว่าการโฆษณานี้ไม่ได้ผลนักและเบโธเฟนก็ไม่ได้กลายเป็นหนูน้อยอัจฉริยะเหมือนโมสาร์ท
ครูที่มีอิทธิพลต่อเบโธเฟนมากที่สุดหนีไม่พ้นเนเฟอ (Christian Gottlob Neefe) ผู้จะเริ่มวางรากฐานทางดนตรีและความคิดให้กับเบโธเฟนในขณะที่ยุโรปกำลังสัมผัสกับกลิ่นอายของการปฏิวัติและเสรีภาพที่ลอยละล่องไปทั่ว
บริบททางความคิดและการปฏิวัติ
“เรายึดมั่นในความจริงอันยืนยันโดยตัวมันเอง อันซึ่งมนุษย์ทุกคนล้วนเท่ากัน อันซึ่งพวกเราได้รับการเจิมโดยพระผู้สร้างในสิทธิอันมิอาจถูกพราก นั่นคือชีวิต เสรีภาพ และการเสาะแสวงซึ่งความสุข” ข้อความข้างต้นถูกยกมาจากคำประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) ของเจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) มันถูกประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 และเป็นจุดเริ่มต้นของสหรัฐอเมริกาในฐานะรัฐเอกราช มากกว่านั้นนี่คือพลวัติทางการเมืองแรกสุดที่เป็นรูปธรรมราวกับเสียงแตรอันเชิญการปฏิวัติให้มาเยือนโลกตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม
ยุโรปตื่นจากภวังค์หลังจากเดการ์ต (René Descartes) เริ่มต้นที่จะตั้งคำถามต่อการรู้และความแน่นอนในประสบการณ์ของมนุษย์ นักปรัชญาท่านอื่นทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างเป็นดั่งฟันเฟืองผู้ขับเคลื่อนขบวนการตั้งคำถามที่ทำให้อำนาจของความเชื่อแบบเก่าเริ่มสั่นคลอน สำหรับล็อก (John Locke) ที่ปฏิเสธความเชื่อในการมีอยู่ของมโนแรกเริ่ม (Innatism) ไม่ได้สะท้อนออกมาแค่ในทางญาณวิทยาเท่านั้นหากแต่ยังมีอิทธิพลไปถึงพื้นที่ทางปรัชญาการเมืองว่าแท้จริงแล้วเหล่าผู้ปกครองมีเทวสิทธิ์ (Divine Right) อันได้รับการประทานจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่แล้วแต่เดิมจริงหรือไม่? วอลแตร์ (Voltaire) เสียดสีศาสนจักรผ่านงานเขียนจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือก็องดิด (Candide) ปรัชญานิยายอันเลื่องชื่อและค่อนข้างมีอารมณ์ขัน เขายังเป็นแขกของราชสำนักปรัสเซียภายใต้กษัตริย์เฟรเดอริกมหาราช (Frederick the Great) ซึ่งภายหลังงอนกันและวอลแตร์เชิดหนีออกมาจากพ็อทซ์ดัม (Potsdam) ยังมีนักคิดคนอื่น ๆ ที่ผลิตงานและมโนทัศน์เพื่อขับเคลื่อนยุคแห่งแสงสว่าง (Age of Enlightenment) รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau), มงเตสกีเยอ (Montesquieu), ฮิวม์ (David Hume), สมิธ (Adam Smith) ผู้คนมักลืมชื่อของดิเดอโร (Denis Diderot) ผู้ออกสารานุกรม Encyclopédie ซึ่งข้างในมีได้ตั้งแต่สูตรอบขนม วิธีเย็บปักถักร้อย ขั้นตอนการทำนาฬิกา ไปจนถึงบทความวิจารณ์เจ้าและเสียดสีศาสนจักร (สารานุกรมของเขาเป็นอันตรายอย่างยิ่งในสายตาชนชั้นนำฝรั่งเศส ด้วยว่ามันสอดแทรกวิธีคิดและปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีความสามารถและคิดได้โดยเท่าเทียมกัน)
ในดินแดนเยอรมัน กระแสยุคเรืองปัญญาถูกรู้จักในนามเอาฟ์เคลรุง (Aufklärung) อันจะเห็นได้จากระบบการเมืองของสองรัฐใหญ่ในแถบยุโรปกลาง เฟรเดอริกมหาราชเป็นบุคคลที่น่าจะประสบความสำเร็จมาที่สุดในการปฏิรูป ราชอาณาจักรปรัสเซียของพระองค์มั่นคง เป็นรัฐราชการที่เน้นประสิทธิภาพ และตัวกษัตริย์เองมีทศพิธราชธรรมในรูปแบบของการใช้เหตุผล (พระองค์โปรดให้เรียกตัวเองว่า “ข้ารับใช้หมายเลข 1 ของรัฐ” (Der erste Diener seines Staates)) ขณะที่จักรพรรดิโยเซฟที่ 2 (Joseph II) แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กลับล้มเหลวกว่าเพราะใจร้อนและถูกโครงสร้างอำนาจเก่าต่อต้านจากทุกทาง
เอาฟ์เคลรุงถูกขยายความให้ชัดขึ้นในงานเขียนของคานท์ (Immanuel Kant) Beantwortung der Frage: Was ist Aufklärung? (Answering the Question: What is Enlightenment?) โดยที่คานท์นิยามว่ามันคือการตื่นจากสภาวะผู้เยาว์ที่ตัวเราเองก่อขึ้น คานท์ให้กำเนิดคำขวัญสุดโด่งดังอันเป็นหัวใจเอาฟเคลรุง: “Sapere aude!” ที่หมายความว่าจงกล้าใช้ปัญญาของตนเอง
แม้ยุคเรืองปัญญาจะนำแสงสว่างมาสู่เยอรมัน แต่บางครั้งมันถูกมองว่าเย็นชา แห้งแล้ง และไร้หัวใจ มันละเลยอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ เหล่ากวีและนักคิดรุ่นใหม่บางกลุ่มจึงแสดงตนเป็นปฏิปักษ์มัน พวกเขาถูกรู้จักในนามขบวนการพายุและแรงโหม (Sturm und Drang) ซึ่งแสดงออกชัดเจนที่สุดในงานเขียนเรื่องแวร์เธอร์ระทม (Die Leiden des jungen Werthers) ของเกอเธ่ (Johann Wolfgang von Goethe) ตัวเอกของเรื่อง นั่นคือนายแวร์เธอร์ ซึ่งหลงรักนางเอกข้างเดียวแล้วทนไม่ไหวที่เขาไม่รับรักจึงยิงตัวตายโดยไม่มีเหตุผลในตอนจบ
เบโธเฟนเองเติบโตในบอนน์ท่ามกลางกระแสอันผันผวนและภูมิทัศน์ทางปัญญาของยุโรปที่เปลี่ยนไป เขารับความคิดเอาฟ์เคลรุงมาจากคนรอบข้างและโดยเฉพาะเนเฟอ บางครั้งก็เข้าไปสนทนาในคลับที่เนเฟอใช้พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารในบอนน์ ช่วงนี้เองที่เบโธเฟนได้รู้จักกับงานกวีซึ่งจะทรงอิทธิพลต่อเขาไปจนบั้นปลายอย่าง An die Freude (Ode to Joy) ของชิลเลอร์ (Friedrich Schiller) ตอกย้ำความหวังที่เบโธเฟนฝันถึงเสรีภาพและมนุษยชาติอันสมบูรณ์
การปฏิวัติฝรั่งเศสนำพามาซึ่งปฏิกิริยาปะปนกันไปทั่วยุโรป ปัญญาชนในดินแดนเยอรมันต่างจับจ้องกระแสนี้ “มันเกิดขึ้นแล้ว!” เป็นคำพูดที่ได้ยินไปทั่วในวงสนทนา คล็อพชต็อก (Friedrich Gottlieb Klopstock) ป่าวประกาศต่อสาธารณชนเยอรมันผ่านบมกวีว่า “ฝรั่งเศสเป็นอิสระแล้ว!—เหตุใดพวกท่านจึงลังเล? เหตุใดจึงยังเงียบอยู่?” ไม่นานสภาแห่งชาติฝรั่งเศสตั้งเขาเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์คู่กับชิลเลอร์ คานท์ออกจากบ้านสายผิดปกติเพราะมัวตื่นเต้นกับข่าวการปฏิวัติที่ไปถึงเคอนิชส์แบร์ก (Königsberg) ขณะที่เกอเธ่ไม่ออกตัวและเกรงว่าการปฏิวัติกำลังจะนำไปสู่ความวุ่นวาย วงสนทนารอบตัวเบโธเฟนเองก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นแสนสนใจ ชาวบอนน์นั้นหัวก้าวหน้ากว่าเมืองใหญ่อีกแห่งอย่างโคโลญอยู่มาก
ปัญญาชนเยอรมันจะได้ตื่นเต้นและดีใจไม่นานเมื่อพวกเขาพบว่ากิโยตินถูกใช้บั่นพระศอของกษัตริย์และราชินีแห่งฝรั่งเศสพร้อมกับการเถลิงอำนาจของรอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) จนนำไปสู่สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (La Terreur) และแม้หลังรอแบ็สปีแยร์จะถูกคมมีดของกิโยตินหันมาเล่นงานตัวเขาเอง ฝรั่งเศสและชาติอื่น ๆ จะถูกดึงเข้าสู่สงครามที่กินเวลายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งทำให้ยุโรป ณ ช่วงนั้น การสะกดคำว่าสันติภาพยากกว่าการนับศพทหาร
6 ตุลาคม 1794 กองทัพฝรั่งเศสเดินทางมาถึงบอนน์ ปฏิกิริยาต่อต้านน้อยมากเพราะสังฆราชแห่งโคโลญลี้ภัยไปก่อนแล้ว อันที่จริงทหารฝรั่งเศสป้วนเปี้ยนอยู่ในไรน์ลันท์ (Rheinland) ตั้งแต่ช่วง 1792 เบโธเฟน ณ ตอนนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในเวียนนา (Vienna) เขาเดินทางไปที่นั่นตั้งแต่ช่วง 1787 โดยคาดว่าเขาได้พบกับโมสาร์ทและดนตรีให้โมสาร์ทฟัง เขากลับไปเวียนนาอีกครั้งในปี 1788 โดยได้เข้าเรียนกับไฮเดิน (Joseph Haydn) คีตกวีผู้เลื่องชื่ออีกคนของยุค (เจ้าของทำนองเพลงชาติที่เยอรมันนีใช้อยู่ในปัจจุบัน) หลังการจากไปของโยฮันน์ผู้เป็นพ่อในธันวาคม 1792 เบโธเฟนก็ลงหลักปักฐานในเวียนนาถาวร
Eroica
Ta! … Ta! เสียงคอร์ดสองอันแรกของซิมโฟนีหมายเลขสาม (Symphony No.3 in E-flat Major, Op.55, “Eroica” ) เป็นสัญญาณของการปฏิวัติราวกับมันคือเสียงปืนใหญ่ของกองทัพฝรั่งเศส มันคืองานที่ปฏิวัติวงการดนตรีทั้งในแง่วิธีคิดและแนวทางของคีตกวีในยุคหลัง ทั้งยังเป็นบทพิสูจน์สำหรับเบโธเฟนและจิตวิญญาณของการปฏิวัติในตัวเขา
ในฤดูร้อนช่วงปี 1803 เบโธเฟนมักไปพักตากอากาศที่บาเดิน (Baden) ไม่ก็โอแบร์เดอบลิง (Oberdöbling) ทางตอนเหนือของเวียนนาตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อบรรเทาอาการสูญเสียประสาทการได้ยินของเขา (ดังที่เบโธเฟนเขียนไว้ในพินัยกรรมไฮลิเกนชตัดท์ (Heiligenstadt testament) อันมีเนื้อหาสิ้นหวังและต้องการจบชีวิตตัวเอง เขาตั้งใจจะส่งให้น้องชายเป็นจดหมายลาตาย แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกและกลับมาสู้ชีวิตต่อ) ในช่วงนี้เองที่ซิมโฟนีหมายเลขสามก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา อันที่จริงแล้วความคิดริเริ่มเกี่ยวกับงานชิ้นนี้มีมาตั้งแต่ปี 1802 ดังที่เบโธเฟนเขียนถึงเพื่อนว่าเขากำลังเดินบน “ถนนเส้นใหม่”
ในปี 1798 คาดว่าเป็นครั้งแรกที่ความคิดเกี่ยวกับซิมโฟนีหมายเลข 3 ผุดขึ้น ราชทูตฝรั่งเศสประจำออสเตรีย นายพลแบร์นาด็อต (Jean-Baptiste Bernadotte ผู้ที่ต่อมาจะกลายเป็นจอมพลของนโปเลียน (Napoleon Bonaparte) แบร์นาด็อตผู้นี้คือต้นราชวงศ์ของสวีเดนในปัจจุบัน) แนะนำให้เขาอุทิศผลงานในชื่อของโบนาปาร์ต
นโปเลียน ชื่อนี้สำหรับเจ้านายทั่วยุโรปคือฝันร้าย ในช่วง 1796-1797 เขาขับไล่กองทัพออสเตรียออกจากอิตาลีทางตอนเหนือ ขณะที่ในปี 1798 นโปเลียนคุมกองกำลังฝรั่งเศสเพื่อรุกรานอียิปต์ (ซึ่งจบด้วยความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสแต่เป็นชัยชนะของนโปเลียน) เขากลับมาทำรัฐประหารในปี 1799 (Coup d’État du 18 Brumaire) กลายเป็นกงสุลที่หนึ่งแห่งฝรั่งเศส (Consulat français) ก่อนจะไล่เตะออสเตรียอีกครั้ง (ซึ่งตัวเขาเองเกือบแพ้) ในปี 1800 ที่สมรภูมิมาเรงโก (Battle of Marengo) สำหรับปัญญาชนหัวก้าวหน้าจำนวนมาก เขาคือผู้ปลดแอก ผู้นำพามาซึ่งเสรีภาพ คือวิญญาณของโลกซึ่งอยู่บนหลังม้าและกำลังทะยานไปทั่วยุโรปดังที่เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) เขียนไว้ว่า “Weltseele zu Pferde” เบโธเฟนเองมองนโปเลียนในแง่นี้เช่นกัน
ณ วังของเจ้าชายล็อบโควิทซ์ (Price Joseph Franz Maximilian Lobkowitz) ในปี 1804 ซิมโฟนีหมายเลขสามได้รับการบรรเลงครั้งแรกแบบส่วนตัวเฉพาะในแวดวงเพื่อนฝูงของล็อบโควิทซ์ เบโธเฟนเองกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของงานชิ้นนี้ บนปกแรกสุดของมันปรากฏคำว่า Bonaparte อยู่บนหัวกระดาษขณะที่ด้านล่างเป็นชื่อ Luigi van Beethoven สำหรับเบโธเฟนแล้วนโปเลียนคือฮีโร่และจิตวิญญาณของการปฏิวัติผู้ค้ำชูอุดมการณ์ของเสรีภาพถึงขนาดที่เขาอุทิศผลงานอันแหวกแนวและตั้งใจประพันธ์เป็นพิเศษให้นโปเลียน
หลังการขึ้นครองราชย์ของนโปเลียนในเดือนสิงหาคม ปี 1804 ข่าวมาถึงเบโธเฟนผ่านศิษย์ของเขาอย่างคุณรีส (Ferdinand Ries) รีสบันทึกไว้ว่าเบโธเฟนโกรธมาก เขากล่าวออกมาอย่างเดือดดาลว่า “เจ้านั่นก็เป็นแค่คน ๆ นึงสินะ! มันจะเหยียบย้ำสิทธิของเรา! ใฝ่ต่ำสู่ความทะเยอทะยานของมัน มันจะคร่อมหัวทุกคนไม่ต่างจากทรราชคนนึง!” เบโธเฟนฉีกกระชากปกแรกสุดออก ก่อนจะขว้างมันลงพื้นและบี้มันอย่างแรง ซิมโฟนีหมายเลขสามถูกเปลี่ยนชื่อใหม่บนปกเป็น Sinfonia eroica, composta per festeggiare il sovvenire d’un grand’uomo. (Heroic Symphony, composed to celebrate the memory of a great man.)
แม้จะไม่ได้รับความนิยมเท่าซิมโฟนีหมายเลขห้าและเก้า (Symphony No.9 in D Minor, Op.125) แต่ซิมโฟนีหมายเลขสามเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิตของเบโธเฟนและพัฒนาการทางดนตรีของยุโรป มันเป็นประตูสู่สมัยโรแมนติก (Romantic period) ยุคที่อารมณ์ถูกให้ความสำคัญมากกว่าโครงสร้างของดนตรีและคีตกวีประพันธ์ผลงานเพื่อตอบสนองตนเองและอุดมการณ์แทนการรับคำสั่งจากผู้อุปถัมภ์ (ในสมัยคลาสสิก (Classical period) ดนตรีต้องมีโครงสร้างชัดเจนตามกฎเกณฑ์การประพันธ์ นักดนตรีส่วนใหญ่เป็นเหมือนพนักงานของเจ้าขุนมูลนาย พวกเขามีหน้าที่แต่งเพลงเพื่อใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น รับแขกบ้านแขกเมือง วันเกิดคนสำคัญ ไปจนถึงเพื่อความรื่นรมย์ โมสาร์ทและไฮเดินมีชีวิตอยู่ในสภาพสังคมแบบนี้) เบโธเฟนไม่สนใจว่าผู้อุปถัมภ์ของเขาจะพอใจหรือไม่ (โดยเฉพาะกับการตั้งชื่อผลงานว่า Bonaparte ในตอนแรก) เขาไม่สนใจว่าคนฟังจะเหนื่อยแค่ไหน ซิมโฟนีหมายเลขสามยาวได้เกือบชั่วโมงหากวาทยกรต้องการให้วงเล่นจังหวะที่ช้า สำหรับเบโธเฟนเอง มันคือการเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความฮึกเหิม (Heroic decade) ที่เขาหลุดจากรูปแบบการประพันธ์เดิมของโมสาร์ทและไฮเดินมาสู่การพัฒนาแนวทางของตนเองอย่างชัดเจน
ในรอบปฐมทัศน์แบบสาธารณะของมันเมื่อวันที่ 7 เมษายน 1805 ผู้ชมจำนวนมากต่างล้ากับการต้องนั่งฟังท่อนแรกที่ใช้เวลาร่วม 15 นาที (ซึ่งถือว่ายาวมากสำหรับซิมโฟนี ณ ตอนนั้น ของโมสาร์ทและไฮเดินใช้เวลาไม่เกิน 8-10 นาทีด้วยซ้ำ) ซ้ำร้ายกว่านั้น มันไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนตามแบบแผน ผู้ฟังต้องเดาเอาเองว่าโมทิฟเดิมจะวนมาเมื่อไหร่ (ซึ่งมันไม่เคยได้วนมาแบบที่พวกเขาคาดหวัง) พวกเขาเหมือนหลงทางท่ามกลางเสียงปืนใหญ่และกองทหารที่กำลังเดินทัพเข้าปะทะกัน ท่อนแรกสุดนี้ได้ฉายภาพการต่อสู้ พลวัติ และความซับซ้อนของการปฏิวัติ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการต่อสู้ที่ยากเย็นแสนเข็ญเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ (แม้แต่ในการฟังก็ยากเย็นแสนเข็ญเช่นกันสำหรับชาวเวียนนาในยุคนั้น)
ท่อนที่สองถูกตั้งชื่อว่า Marcia funebre (Funeral March) หรือเพลงแห่ศพ มันแห่ศพใคร? ในตอนแรกเบโธเฟนอาจตั้งใจให้มันแสดงถึงการเสียสละของวีรบุรุษเพื่อการได้มาซึ่งเสรีภาพ แต่หลังจากนโปเลียนขึ้นเป็นจักรพรรดิ เพลงแห่ศพนี้กลายเป็นการไว้อาลัยให้แก่อุดมการณ์และวีรบุรุษผู้ตายจากคุณค่าของมันไปโดยปริยาย
ท่อนที่สามเร็วดุดัน เบโธเฟนเพิ่มนวัตกรรมใหม่สำหรับซิมโฟนีด้วยการเพิ่มแตรฮอร์น (Horn) จากสองมาเป็นสามเครื่อง มันเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและอุดมการณ์ปฏิวัติที่กำลังตะลุยโลดแล่นท่ามกลางทุ่งหญ้าป่าเขาของยุโรป สำหรับผู้เขียนเอง มองว่ามันอาจแทน “เสรีภาพ, เสมอภาค, ภราดรภาพ” (Liberté, égalité, fraternité) คำขวัญการปฏิวัติฝรั่งเศสที่กำลังแพร่ไปทั่วยุโรป ณ ตอนนั้น
ท่อนที่สี่อยู่ในรูปแบบของ Variations (รูปแบบการประพันธ์ที่ทำนองเดิมจะถูกพัฒนาแต่งเติมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แต่ยังเหลือเค้าลางของทำนองเดิมอยู่) เบโธเฟนหยิบยกทำนองหลักจากผลงานเก่าของเขาเอง บัลเลต์เรื่อง The Creatures of Prometheus ทำนองในท่อนที่สี่นี้ถูกเรียกว่าธีมของโพรมีธีอุส (Prometheus) เราอาจตีความได้ว่านี่คือพลวัติของวีรบุรุษ (นโปเลียนก่อนเป็นจักรพรรดิ) ผู้ก่อกำเนิดใหม่และนำเสรีภาพมาสู่มนุษย์ดังที่โพรมีธีอุสขโมยไฟลงมาจากสวรรค์
ซิมโฟนีหมายเลขสามถูกยกให้เป็นการปฏิวัติทางดนตรีที่สำคัญอย่างมาก มันคือประตูสู่ยุคโรแมนติกที่นำพาคีตกวีรุ่นหลังให้แหกกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของวงการดนตรีและกล้าที่จะเสนออุดมการณ์ของตนผ่านงานประพันธ์ หลังจากนี้เบโธเฟนเองจะมีแนวทางของตนเองชัดเจนและผลิตผลงานชิ้นสำคัญอื่น ๆ ตามมา คำถามที่น่าสนใจคือ เขายังเชื่อในคุณค่าการปฏิวัติและสาธารณรัฐนิยม (Republicanism) อยู่หรือไม่? เขายังเชื่อหรือไม่ว่าเสรีภาพและมนุษยชาติสามารถไปถึงจุดสมบูรณ์ได้อยู่หลังนโปเลียนกลายเป็นปีศาจ?
เบโธเฟนและเสรีภาพ
สำหรับเบโธเฟนแล้ว เสรีภาพยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอผู้เขียนเองเห็นด้วยกับอดอร์โน (Theodor Adorno) ที่ว่าเขาคือฝาแฝดทางปรัชญาของเฮเกล ขณะที่เฮเกลสร้างระบบวิภาษวิธีผ่านงานเขียน สำหรับเบโธเฟน เขาสร้างมันผ่านซิมโฟนีโดยเฉพาะหมายเลขสามและเก้า
ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเบโธเฟนได้ชื่อว่าเป็นเพชรยอดมงกุฎในงานประพันธ์ของเขา มันเต็มไปด้วยเรื่องราวของโชคชะตา การต่อสู้ ความรัก และบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ว่าคือมนุษยชาติ เสรีภาพ หรือกระทั่งโฆษณาชวนเชื่อของระบอบนาซี (Nazism) กันแน่ แม้บทกวีของของชิลเลอร์ที่เบโธเฟนนำมาใช้จะกล่าวถึงมนุษยชาติและเสรีภาพมากเพียงใด ระบอบนาซีก็สามารถนำมันมาเป็นสัญลักษณ์ของชนชาวเยอรมันผู้ประเสริฐและเป็นอารยันได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าซิมโฟนีทั้งสองชิ้นแม้การแสดงรอบแรกจะห่างกันเกือบ 20 ปีแต่มันเชื่อมต่อกันอย่างลึกซึ้ง เบโธเฟนทำให้ซิมโฟนีหมายเลขสามกลายเป็น Antithesis ที่แสดงความขัดแย้งของยุโรปและความร้อนแรงของปฏิวัติกระทั่งเขาอกหักจากนโปเลียนซึ่งยิ่งตอกย้ำทำให้ความขัดแย้งนั้นชัดเจนกว่าเดิม เสรีภาพถูกสั่นคลอนโดยวีรบุรุษผู้นำพาตัวมันเอง
เบโธเฟนทำให้การปรากฏของเสรีภาพกลายเป็นซิมโฟนีหมายเลขเก้า ไม่ว่าตัวมันจะเป็นแค่ความว่างทางสัญลักษณ์แบบที่ซิเซก (Slavoj Žižek) กล่าวไว้หรือไม่ หรือจะถูกมองว่ามันคือการบังคับให้เรามีความสุขเดี๋ยวนี้ตามที่เขามอง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือ Synthesis ที่สำคัญของเบโธเฟนและอุดมการณ์ปฏิวัติ มันคือการระเบิดออกของเสรีภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Geist ของมนุษยชาติไม่ได้หายไปไหน มันไม่ได้ตายไปพร้อมนโปเลียน มันยกระดับไปอีกขั้นต่างหาก
และแม้นโปเลียนจะไม่ใช่จิตวิญญาณที่ควบม้าโลดแล่นเพื่อปลดปล่อยยุโรปอีกต่อไปแล้ว แต่เสรีภาพก็ไม่จำเป็นต้องขี่หลังชายคนนี้ Geist ของมนุษยชาติถูกแสดงออกอย่างสมบูรณ์มากขึ้นในซิมโฟนีหมายเลขเก้า ที่ซึ่งมันจะถูกหยิบยกไปใช้โดยฝ่ายการเมืองใดก็ตาม แต่นั่นมิอาจลดทอนมิติทางอุดมการณ์ที่เบโธเฟนยังคงมีความหวังต่อมันตราบเท่าที่เขาสิ้นลมในปี 1827 และตัวเขาเองก็ได้กลายเป็นส่วนนึงของ Geist ที่แสดงออกผ่านดนตรีในฐานะเทพเดินดินผู้ปฏิวัติวงการ เขาได้กลายเป็นโพรมีธีอุสอีกคนกระทั่งปัจจุบัน
สามารถรับฟังซิมโฟนีหมายเลขสามผ่าน YouTube หรือ Spotify ได้ด้วยช่องทางด้านล่าง (ผู้เขียนชอบเวอร์ชั่นของ Herbert von Karajan)
1.Jan Swafford, Beethoven Anguish and Triumph (New York: Houghton Mifflin Harcourt Publishing Company, 2014), 2.
2.Swafford, Beethoven Anguish and Triumph, 17.
3.Swafford, Beethoven Anguish and Triumph, 25.
4.National Archives, “Declaration of Independence: A Transcription,” America’s Founding Documents, สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2568, https://www.archives.gov/founding-docs/declaration-transcript.
5.Swafford, Beethoven Anguish and Triumph, 20.
6.Frederick II, “Political Testament of Frederick II (“the Great”) (1752),” In German History in Documents and Images, German Historical Institute, สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2568, https://ghdi.ghi-dc.org/sub_document.cfm?document_id=2548.
7.Immanuel Kant, “An Answer to the Question: What is Enlightenment? (New York: Hackett Publishing, 1992), 1.
8.Swafford, Beethoven Anguish and Triumph, 21.
9.Friedrich Gottlieb Klopstock, “Kennet euch selbst,” BabelMatrix, สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, http://www.babelmatrix.org/works/de/Klopstock%2C_Friedrich_Gottlieb-1724/Kennet_euch_selbst.
10.Georg Grove, Beethoven and His Nine Symphonies (London: Novello and Company, n.d.), 49.
11.Grove, Beethoven and His Nine Symphonies, 51.
12.G. W. F. Hegel to Friedrich Niethammer, October 13, 1806, Marxists Internet Archive, สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, https://www.marxists.org/reference/archive/hegel/work/letters/1806-10-13.htm.
13.Swafford, Beethoven Anguish and Triumph, 324-325.
14.Glenn Stanley, “Some thoughts in biography and a chronology of Beethoven’s life and music,” In The Cambridge Companion to Beethoven, ed. Glenn Stanley (Cambridge: Cambridge University Press, 2000), 4.
15.all about, “The Pervert’s Guide to Ideology (2012) – Slavoj Žižek,” YouTube video, 02:07:58. October 28, 2023, https://youtu.be/ONGYW7aHK38?si=7VSyITcOK8GUwWvq
บรรณานุกรม
all about. “The Pervert’s Guide to Ideology (2012) – Slavoj Žižek.” YouTube video, 02:07:58. October 28, 2023, https://youtu.be/ONGYW7aHK38?si=7VSyITcOK8GUwWvq.
Frederick II. “Political Testament of Frederick II (“the Great”) (1752).” In German History in Documents and Images, German Historical Institute. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2568. https://ghdi.ghi-dc.org/sub_document.cfm?document_id=2548.
Friedrich Gottlieb Klopstock. “Kennet euch selbst.” BabelMatrix. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568. http://www.babelmatrix.org/works/de/Klopstock%2C_Friedrich_Gottlieb-1724/Kennet_euch_selbst.
Grove, George. Beethoven and His Nine Symphonies. London: Novello and Company, n.d.
Hegel, G. W. F. Letter to Friedrich Niethammer, October 13, 1806. Marxists Internet Archive. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568. https://www.marxists.org/reference/archive/hegel/work/letters/1806-10-13.htm.
National Archives. “Declaration of Independence: A Transcription.” America’s Founding Documents. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2568. https://www.archives.gov/founding-docs/declaration-transcript.
Stanley, Glenn. “Some thoughts on biography and a chronology of Beethoven’s life and music.” In The Cambridge Companion to Beethoven, edited by Glenn Stanley, 3-13. Cambridge: Cambridge University Press, 2000.
Swafford, Jan. Beethoven Anguish and Triumph. New York: Houghton Mifflin Harcourt Publishing Company, 2014.
เนื้อหา: ชวกร สีราย
บรรณาธิการ: ฐาพล มนุญญวงศ์
พิสูจน์อักษร: จิรวัฒน์ พระนิมิตร
ออกแบบกราฟฟิก: ชวกร สีราย และพัทธนันท์ ยุกตานนท์
Leave a Reply