เกิดอะไรขึ้นในซูดาน?

posted in: ทั่วไป | 0

สงครามกลางเมืองซูดาน

Timeline

1956 ซูดานได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร และ อียิปต์

1983 มีการประกาศใช้กฏหมายชารีอะห์ นำไปสู่การต่อต้านลุกฮือของชนกลุ่มน้อยในภาคใต้และดาร์ฟูร์

1989 พลเอก โอมาร์ อัล-บาชีร์ ทำการรัฐประหาร และปกครองอย่างโหดร้ายและกดขี่หลายทศวรรษ

2001-2008 เกิดสงครามในดาร์ฟูร์ ระหว่างกองกำลังกึ่งทหาร Janjaweed ของรัฐบาลกับกลุ่มกบฏ นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดาร์ฟูร์

2011 ความขัดแย้งในภาคใต้จบลงด้วยการแยกตัวเป็นอิสระของซูดานใต้

2013 กองกำลัง Janjaweed ถูกเปลี่ยนเป็น Rapid Support Forces : RSF ขยายบทบาททั้งทางทหารและเศรษฐกิจโดยมี พลเอก โมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล หรือ เฮเมดติเป็นผู้นำ

2018 เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศจากปัญหาเศรษฐกิจ และการเรียกร้องประชาธิปไตย

2019 พลเอก อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน และ เฮเมดติ ร่วมกันรัฐประหารโค่นล้มและนำ อัล-บาชีร์ นำพาซูดานสู่รัฐบาลเปลี่ยนผ่านที่มีพลเรือนเป็นนายกรัฐมนตรี

2021 อัล-บูร์ฮาน เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน มีการประท้วงต่อเนื่องแต่ก็ถูกปราบปรามอย่างหนัก

2023 อัล-บูร์ฮาน พยายามควบรวม RSF เข้ากับกองทัพ (SAF) แต่ไม่สำเร็จ นำไปสู่สงครามกลางเมือง

2023-ปัจจุบัน สงครามกลางเมืองแบ่งประเทศเป็นสองส่วน มีฝ่ายรัฐบาลควบคุมดินแดนฝั่งตะวันออก และฝ่าย RSF ควบคุมดาร์ฟูร์ทางฝั่งตะวันตกและยังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อย และ ก่ออาญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง

บทนำ

     ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซูดาน ประเทศซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ประเทศที่เมื่อไม่นานมานี้ด้วยการลุกขึ้นต่อต้านของภาคประชาชนสามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 3 ทศวรรษลงได้ ประเทศนี้เปี่ยมไปด้วยความหวังที่สร้างระบอบประชาธิปไตยและออกจากวงจรการกดขี่ของกองทัพ แต่เพียงไม่กี่ปีต่อมาพวกเขากลับต้องเผชิญกับความโหดร้ายเสียยิ่งกว่ายุคเผด็จการ เมื่อสงครามกลางเมืองผลักให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะรัฐล้มเหลว สงครามดังกล่าวได้พรากชีวิตของพลเรือนเป็นจำนวนมาก รัฐบาลสูญเสียอำนาจในการควบคุมดินแดน เมืองหลวง คาร์ทูมอันเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้ครั้งนี้ถูกทำลายจนย่อยยับจากการโจมตีของกองกำลังทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ยังมีการอพยพลี้ภัยของผู้คนจำนวนมหาศาล ประชาชนนับสิบล้านคนต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร ขณะที่อีกนับล้านคนกำลังตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏต่างได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจในภูมิภาคที่มีเป้าหมายในการแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศที่บอบช้ำจากสงครามครั้งนี้ ทำให้สถานการณ์วิกฤติทางมนุษยธรรมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงได้

ความเป็นมาของความขัดแย้งในซูดาน

     หากพิจารณาดูต้นตอแห่งสงครามกลางเมืองในซูดานแล้วนั้น เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านี่เป็นอีกหนึ่งมรดกแห่งยุคจักรวรรดินิยมในศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อดินแดนซูดานตกอยู่ภายใต้การปกครองร่วมของอังกฤษและอียิปต์ (Anglo-Egyptian Condominium) ช่วงปี 1899–1956 เจ้าอาณานิคมได้สร้างเส้นเขตแดนขึ้นใหม่โดยมิได้คำนึงถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และศาสนาของผู้คนในภูมิภาค หากแต่สร้างเส้นเขตแดนนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครอง ผ่านยุทธศาสตร์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (divide and conquer) โดยบริหารภาคเหนือที่เป็นชาวอาหรับมุสลิมต่างหากจากภาคใต้ซึ่งมีชนพื้นเมืองแอฟริกันที่นับถือศาสนาคริสต์หรือความเชื่อดั้งเดิม นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดความแตกต่างทางเศรษฐกิจ การศึกษา และโครงสร้างอำนาจระหว่างสองภูมิภาคอย่างชัดเจน ภาคเหนือได้รับการพัฒนาและมีบทบาททางการเมืองถูกวางให้เป็นกลุ่มชนชั้นนำในประเทศ ขณะที่ภาคใต้และพื้นที่ห่างไกลถูกมองข้ามและเอารัดเอาเปรียบ เช่น ดาร์ฟูร์ ดินแดนอันห่างไกลทางทิศตะวันตกของประเทศซึ่งเดิมเคยเป็นรัฐสุลต่านที่มั่นคง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ทองคำและพื้นที่สำหรับปศุสัตว์ และมีสังคมที่หลากหลายไปด้วยคนหลายชาติพันธุ์ ทั้งอาหรับ แอฟริกัน และกลุ่มชนร่อนเร่ แต่ต่อมาดาร์ฟูร์ได้ถูกอังกฤษเข้ายึดครองในปี 1916 และกลายเป็นเพียงแหล่งทรัพยากรที่ถูกทอดทิ้งและถูกกีดกันจากการเข้าถึงทรัพยากรของส่วนกลาง

     เมื่อซูดานได้รับเอกราชจากอังกฤษและอียิปต์ในปี 1956 ซูดานถือเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนา แต่โครงสร้างที่เจ้าจักรวรรดิวางเอาไว้นั้นเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดและทำลายประเทศเกิดใหม่แห่งนี้ ด้วยชนชั้นนำและกองทัพอันเป็นชาวอาหรับมุสลิมได้เริ่มสร้างนโยบายอันเอารัดเอาเปรียบชนกลุ่มน้อยและพื้นที่ห่างไกล มีทั้งการอุดหนุนในการพัฒนาเมืองและดินแดนอาหรับส่วนเหนือโดยใช้เงินจากการยึดครองทรัพยากร เช่นน้ำมัน และทองคำซึ่งซูดานยังคงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอยู่จนถึงปัจจุบัน จากดินแดนห่างไกลทั้งหลาย ยิ่งซ้ำเติมพื้นที่เหล่านี้ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรอันมีค่ามากมายแต่กลับไม่ได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นเลย ด้วยรัฐบาลกลางเข้าแสวงหาและยึดครองแหล่งทรัพยากรเหล่านี้ไปเป็นของตนแต่มิได้สนใจพัฒนาดินแดนเหล่านี้เลย   ช่วงไม่กี่สิบปีแรกแห่งเอกราชของซูดานนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ซึ่งเกิดจากการพลัดกันเข้ารัฐประหารแย่งชิงอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำในกองทัพ การประกาศใช้กดหมายอิสลามหรือชารีอะห์ในปี 1983 โดยมิได้คำนึงถึงชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งจะนำไปสู่การลุกฮือและสงครามแบ่งแยกดินแดนที่นำไปสู่การก่อตั้งประเทศซูดานใต้ในเวลาต่อมา

     ในปี 1989 สถานการณ์ในซูดานเดินทางเข้าสู่ยุคมืดเป็นครั้งแรก เมื่อพลเอก โอมาร์ อัล-บาชีร์ เข้ายึดอำนาจโดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและตั้งตนเป็นเผด็จการที่ปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็กยาวนานหลายสิบปี ในยุคของ อัล-บาชีร์ การเอารัดเอาเปรียบ การแสวงหาผลประโยชน์ และการทอดทิ้งพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยได้ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่เหล่านี้ย่ำแย่ลงและยิ่งถูกซ้ำเติมหนักด้วยภาวะภูมิอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง การขยายตัวของทะเลทรายซาฮารา(Desertification) ประกอบกับการย้ายถิ่นฐานเข้ามาของกลุ่มชนร่อนเร่ชาวอาหรับที่ย้ายเข้าสู่ดาร์ฟูร์เพื่อหนีจากความแห้งแล้ง สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มชาวอาหรับและแอฟริกันในดาร์ฟูร์เมื่อความอดอยากแร้นแค้นเข้าถาโถมและขาดการช่วยเหลือจากภาครัฐ ในปี 2001 ชาวดาร์ฟูร์โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน เช่น ชาว Masalit, Zaghawa และ Fur ลุกฮือขึ้นก่อกบฏต่อต้านรัฐบาล อัล-บาชีร์ กองกำลังของพวกเขาใช้โอกาสในขณะที่กองทัพซูดานติดพันกับการสู้รบกับกบฏซูดานใต้เข้ายึดเมืองสำคัญต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมากร้างความสั่นคลอนต่อรัฐบาล อัล-บาชีร์ เป็นอย่างมาก

     แต่ในการจัดการกับปํญหานี้ อัล-บาชีร์เลือกใช้วิธีแบบสมัยจักรวรรดินิยม นั่นคือเขาอาศัยความแตกแยกในพื้นที่เป็นเครื่องมือเพื่อปราบกบฏ ผ่านการจัดตั้งกองกำลังกึ่งทหารขึ้นมาโดยว่าจ้างชาวอาหรับในดาร์ฟูร์เพื่อปราบชาวแอฟริกัน กองกำลังนี้มีชื่อว่า Janjaweed ซึ่งแปลว่าปีศาจบนหลังม้า พวกเขาโจมตีชุมชนของชนกลุ่มน้อยรวมถึงชุมชนของชาวอาหรับที่ต่อต้านรัฐบาล พวกเขากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบผ่านการเผาทำลายหมู่บ้าน มุ่งเป้าในการฆ่าล้างชนกลุ่มน้อยผู้ชายอย่างไม่เลือกหน้าไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก และข่มขืนผู้หญิงชนกลุ่มน้อย ทำให้คนกว่า 3 ล้านคนต้องอพยพลี้ภัยสงครามออกจาดาร์ฟูร์ ภายในปี 2007 กองทัพซูดาน และ กองกำลัง Janjaweed สังหารชาวดาร์ฟูร์ไปไม่น้อยกว่า 3 แสนคน จนในปี 2009 ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ตั้งข้อหา อัล-บาชีร์ จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เขาและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงมิได้รับโทษใด ๆ จากโศกนาฏกรรมที่ได้ก่อไว้

     ต่อมาในช่วงยุคอาหรับสปริงซึ่งมีการลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกอาหรับ  อัล-บาชีร์ ด้วยต้องการสร้างความมั่นคงให้กับตนเอง และ หวาดระแวงกองทัพซูดาน จึงได้รวบรวมกองกำลัง Janjaweed ทั้งหลายมาก่อตั้ง กองกำลังที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขาชื่อว่า Rapid Support Forces (RSF)

ในปี 2013 โดยตั้ง พลเอก โมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล หรือรู้จักกันในชื่อ เฮเมดติเป็นผู้นำเนื่องจากเขาเป็นผู้จงรักภักดีที่ อัล-บาชีร์ เชื่อใจมากที่สุด โดยเขาได้มอบสิทธิ์การครอบครองเหมืองทองคำจำนวนมากที่ยึดได้จากกลุ่มกบฏในดาร์ฟูร์กับ เฮเมดติ ด้วยขนาดของอุตสาหกรรมเหมืองทองในซูดานที่มีขนาดใหญ่ถึงอันดับที่ 16 ของโลก ยิ่งเสริมความมั่งคั่งให้แก่เฮเมดติ โดยเขาได้ส่งออกทองคำส่วนใหญ่ไปขายในคาบสมุทรอาระเบีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งกลายเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีกับชาติที่จะช่วยเหลือเฮเมดติในแผนการเข้ายึดซูดาน

     ล่วงมาจนถึงปี 2018 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นในซูดาน อัล-บาชีร์ ตัดเงินอุดหนุนราคาอาหารและเชื้อเพลิง ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น จนชาวซูดานลุกขึ้นประท้วงทั่วประเทศเริ่มจากการเรียกร้องเรื่องปากท้อง แต่ค่อย ๆพัฒนาเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย และการดำเนินคดีอาชญากรสงครามทั้งหลาย การประท้วงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยความหวังของชาวซูดานที่จะพลิกฟื้นประเทศของพวกเขา จนกระทั่งเดือนเมษายน 2019 กองทัพซูดานร่วมมือกับเฮเมดติผู้ได้รับฉายาว่า ผู้พิทักษ์อัล-บาชีร์ เข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากอัล-บาชีร์ ได้สำเร็จ

หลังยุคอัล-บาชีร์ ถึง สงครามในปัจจุบัน

     เรื่องราวดูเหมือนจะดีขึ้นสำหรับชาวซูดาน เพราะถึงแม้ พลเอก อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้นำการรัฐประหาร จะตั้งตนเป็นประมุขแห่งรัฐโดยมีเฮเมดติเป็นรองประมุข และพยายามกวาดล้างและสังหารหมู่ผู้ชุมนุม แต่สุดท้ายกองทัพก็ยินยอมเจรจาให้มีการตั้งนายอับดุลลาห์ ฮัมด็อก เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือนในรัฐบาลเปลี่ยนผ่านที่จัดตั้งขึ้นเผื่อปฏิรูปประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยและจัดการเลือกตั้งภายในปี 2022 หากแต่ในปี 2021 เพียงหนึ่งปีก่อนกำหนดการเลือกตั้ง อัล-บูร์ฮานและเฮเมดติได้ร่วมกันรัฐประหารถอดถอนฝ่ายพลเรือนออกจากรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและเพื่อไม่ให้มีการส่งตัวอาชญากรสงครามไปตัดสินในศาลอาญาระหว่างประเทศ ประชาชนชาวซูดานกลับออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลอีกครั้ง คณะรัฐประหารพยายามเจรจาโดย อัล-บูร์ฮาน เสนอว่าจะยินยอมยุบกองกำลัง RSF และควบรวมเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพซูดาน (SAF) ภายใน 2 ปี แต่เฮเมดติไม่ยินยอมโดยยืนกรานว่าเขาต้องใช้เวลา 10 ปีในการปรับให้ RSF เข้าไปอยู่ใน SAF ได้ ด้วยเหตุทั้งสองนายพลจึงเริ่มแตกหักกันด้วยหาก อัล-บูร์ฮานปล่อยให้ RSF อยู่ต่อไปในฐานะกองกำลังอิสระภายใต้การปกครองของเฮเมดติ RSF ก็จะแข็งแกร่งจนเป็นภัยกับเขาได้ ส่วนถ้าเฮเมดติปล่อยให้ RSF ถูกควบรวม เขาก็จะสูญเสียอำนาจต่อรองและจะถูกกำจัดได้อย่างง่ายดาย

     ล่วงมาถึงวันที่ 15 เมษายน 2023 กองกำลัง RSF ได้พยายามลอบสังหาร อัล-บูร์ฮาน และโจมตีฐานที่มั่นของ SAF ทั่วประเทศ แม้อัล-บูร์ฮานจะรอดชีวิตแต่สงครามกลางเมืองก็ได้ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีเมืองหลวงคาร์ทูมเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้ ด้วยการปฏิบัติการอย่างฉับไวของ RSF ฝ่ายของเฮเมดติสามารถยึดครองดินแดนทางตะวันตกส่วนมากรวมถึงดาร์ฟูร์เอาไว้ได้ แม้กระทั่งเมืองหลวงที่เป็นพื้นที่สมรภูมิ RSF ก็สามารถครอบครองพื้นที่ส่วนมากไว้ได้ แม้กองทัพ SAF ของอัล-บูร์ฮาน จะเพลี่ยงพล้ำในช่วงแรกของสงคราม แต่ด้วยความได้เปรียบของ SAF ในด้านกองทัพอากาศ ทำให้พวกเขาสามารถทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ยุทธศาสตร์ของฝ่าย RSF ได้โดยมุ่งเน้นไปที่การโจมตีพลเรือนเพื่อสร้างความหวาดกลัวและเสียขวัญ

     การเข้ายึดเมืองต่าง ๆ ในดาร์ฟูร์ของ RSF นั้นเป็นไปอย่างโหดร้ายเสียยิ่งกว่าสมัยอัล-บาชีร์ มีการมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานเช่น โรงพยาบาล มัสยิด และโรงเรียน โดยมุ่งไปที่ชุมชนของชนกลุ่มน้อย มีการใช้ความรุนแรงทางเพศ และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยแอฟริกันเพศชาย ตัวอย่างเช่นในการเข้ายึดเมือง

El-Jeneina กองกำลัง RSF ข่มขืนและจับผู้หญิงไปเป็นทาส สังหารผู้ชายทุกช่วงวัย เพียงแค่เพราะเป็นชาว Masalit โดยกองทัพอากาศของฝ่าย SAF ก็มิได้พยายามที่จะช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แต่อย่างใด ส่งผลให้คนนับหมื่นต้องเสียชีวิต และนับแสนเดินทางลี้ภัยโดยต้องเดินทางหนีไปผ่านทะเลทรายออกไปยังค่ายผู้อพยพในประเทศชาด เพราะหากจะหนีไปในพื้นที่การปกครองของ SAF ก็จะถูกยิงและสังหารหมู่โดย RSF มีการตัดเส้นทางขนส่งความช่วยเหลือจากนานาชาติ เช่นในการปิดล้อมเมือง El-Fasher ของ RSF ที่ใช้วิธีการล้อมเมืองให้คนในเมืองอดตายแต่ฝ่าย SAF กลับไม่ให้มีการส่งความช่วยเหลือผ่านพื้นที่ของฝ่าย RSF เท่ากับว่า ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้ประชาชนอดตายมากกว่าจะยอมให้มีการช่วยเหลือผ่านพื้นที่ของตน ทำให้ประชาชนกว่า 18  ล้านตกอยู่ในสภาวะที่ขาดความมั่นคงทางอาหาร

     สงครามนี้ดำเนินมายาวนานหลายปีมีทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ แต่กระนั้นสงครามก็ดำเนินต่อไปได้ด้วยการสนับสนุนจากอิทธิพลต่างชาติ จะเห็นได้ว่ากองกำลัง RSF นั้นดูเหมือนจะได้เปรียบอย่างมากในช่วงต้นของสงครามนั่นก็เป็นเพราะ RSF ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นคู่ค้าทองคำรายใหญ่ของเฮเมดติ และได้รับการสนับสนุนทางการทหารผ่าน Wagner Group กองกำลังทหารรับจ้างที่รับใช้กองทัพรัสเซียในช่วงต้นของสงครามรัสเซียยูเครน โดยหากมองถึงเป้าประสงค์ของทั้งสองชาติที่สนับสนุนฝ่าย RSF นั้นถือเป็นเรื่องเดียวกันคือการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติสำคัญในดาร์ฟูร์อย่างทอง สำหรับรัสเซียการเข้าถึงแหล่งทองคำช่วยให้เศรษฐกิจและค่าเงินรูเบิลไม่ผันผวนจนเกินไปท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติหลังการเข้ารุกรานยูเครน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นแม้จะมีความต้องการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรแต่เป้าประสงค์หลักของพวกเขาคือการกำจัดลัทธิ Islamism ที่มีอิทธิพลอยู่ในฝ่าย SAF ด้วยเอมิเรตส์ถือเป็นประเทศอาหรับที่นำการต่อสู้ลัทธิ Islamism มานับตั้งแต่อาหรับสปริง รวมถึงการจ้างทหารรับจ้างจาก RSF ไปต่อสู้ในสงครามตัวแทนเช่น ไปต่อสู้กับกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่วนด้าน SAF เองก็ได้รับการสนับสนุนจากหลายชาติ เช่น อิหร่านซึ่งให้การสนับสนุนทางยุทธปัจจัยเช่น โดรน กับ SAF ด้วยต้องการที่จะสร้างพันธมิตรในทะเลแดง เช่นเดียวกันรัสเซียซึ่งสนับสนุนฝ่าย RSF กลับสนับสนุนฝ่าย SAF ด้วยเช่นกัน โดยรับรองสถานะของอัล-บูร์ฮาน ว่าเป็นรัฐบาลที่แท้จริง และ ขายน้ำมันให้ ด้วยข้อตกลงที่อัล-บูร์ฮาน เสนอให้รัสเซียสามารถเข้าไปตั้งฐานทัพเรือในเมืองพอร์ทซูดานได้ จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของทุกชาติที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังสงครามในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความต้องการที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากซูดาน ทั้งการเข้าควบคุมทะเลแดงอันเป็็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก หรือ การเข้าถึงแหล่งทองคำในประเทศ

โดยทั้งหมดนี้แลกมาด้วยความทุกข์ทรมาณของประชาชนพลเมือง

สงครามครั้งนี้เป็นสงครามระหว่าง ชนชั้นนำซูดานและอิทธิพลต่างชาติกับประชาชนชาวซูดานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของความโหดร้ายเหล่านี้

บทส่งท้าย

     สงครามในซูดานได้พรากชีวิตคนไปนับไม่ถ้วน ผู้คนมากมายต้องจากไป เผชิญกับความรุนแรงทางเพศหรือสูญเสียบุคคลที่รักเพียงเพราะเชื้อชาติของพวกเขาหรือเพียงเพราะพวกเขาร้องหาความยุติธรรมจากรัฐที่เอารัดเอาเปรียบพวกเขามาตลอด ประชาชนผู้บริสุทธิ์นับล้านต้องประสบความอดอยาก ต้องหลบลี้หนีภัยออกจากถิ่นฐานบ้านเกิด และต้องตกอยู่ในความทุกข์ระทมแสนสาหัสจากการโจมตีของกองกำลังทั้งสองฝ่าย เพียงเพราะความขัดแย้งในอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำไม่กี่คนและอิทธิพลต่างชาติที่กระหายในอำนาจและความมั่งคั่งโดยมิได้สนใจประชาชนพลเมืองที่อยู่ในประเทศของตนเลยแม้แต่น้อย

     ผู้เขียนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่สามารถจะนิ่งเฉยต่อความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นในซูดานได้ ด้วยสันติภาพเป็นสิทธิพื้นฐานของมวลมนุษยชาติ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต ผู้เขียนขอแสดงจุดยืนดังนี้

  1. ประนามกองกำลังทั้งสองฝ่ายรวมถึงอิทธิพลต่างชาติที่เข้าแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ทรมานของพลเมืองผู้บริสุทธิ์
  2. เรียกร้องให้ประชาคมโลกอย่าหันหลังให้ซูดาน เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการนำเรื่องราวความเป็นจริงอันโหดร้ายในซูดานออกมาเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม
  3. เรียกร้องให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายรวมถึงอิทธิพลต่างชาติ หันหน้าเข้าสู่การเจรจายุติความขัดแย้ง เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ซูดาน

      ท้ายที่สุดนี้ผู้เขียนขอภาวนาให้ความเจ็บปวดและความสูญเสียของประชาชนชาวซูดานสิ้นสุดลง

ขอให้เสียงปืนแห่งความขัดแย้งและความโลภจงมลายไปแทนที่ด้วยแสงสว่างแห่งสันติภาพและความหวัง และขอให้สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นในซูดานได้ในเร็ววัน เพื่อสร้างรัฐที่มั่นคงปลอดภัยและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของชาวซูดานอย่างแท้จริง

บรรณานุกรม

Al Jazeera. (2024, June 11). More than 10 million displaced in war-torn Sudan, IOM says. https://www.aljazeera.com/news/2024/6/11/more-than-10-million-displaced-in-war-torn-sudan-iom-says

Borger, J. (2024, June 17). ‘We need the world to wake up’: Sudan facing world’s deadliest famine in 40 years. The Guardian. https://www.theguardian.com/world/article/2024/jun/17/we-need-the-world-to-wake-up-sudan-facing-worlds-deadliest-famine-in-40-years

Cambridge University Press. (2008). Frontmatter – 9780521858205. https://assets.cambridge.org/97805218/58205/frontmatter/9780521858205_frontmatter.pdf

Centre for Preventive Action. (2025, November 6). Civil War in Sudan [Data set/page]. Council on Foreign Relations. https://www.cfr.org/global-conflict-tracker/conflict/power-struggle-sudan

Cogito. (2024, July 27). What’s Happening In Sudan [Video]. YouTube. https://youtu.be/gqIMES53rsY?si=6I8AVMKgWO95T7xV

Georgy, M., & Blair, E. (2023, May 3). Sudan’s history of coups, wars and instability. Reuters. https://www.reuters.com/world/africa/sudans-history-coups-wars-instability-2023-05-03/

Sudan Transparency Initiative. (2023, July). Sudan’s other war: The place of gold. https://sudantransparency.org/wp-content/uploads/2023/07/GoldandWarFINAL.pdf

UN News. (2023, November 7). Sudan war turning ‘homes into cemeteries’: UNHCR. https://news.un.org/en/story/2023/11/1143317

Vox. (2023, May 26). Sudan’s conflict, explained [Video]. YouTube. https://youtu.be/lDfhxMwoyWo?si=byRd13PitkgAb3Nk

เนื้อหา: ฐาพล มนุญญวงศ์ และ โจยิน ชัย จารุตระกูลชัย

ภาพประกอบ: กฤตยชน์ กองฉลาด, อันดา มิตรมากร, และปณิญชญาน์ สวัสดิ์นาวิน

พิสูจน์อักษร: ฐิญาดา บุญกูล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *