
9 กรกฎาคม 2568
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แวดวงการเมืองกินพื้นที่สื่อติดต่อกันหลายวัน นับตั้งแต่เหตุการณ์กรณีพิพาทดินแดนไทย-กัมพูชา ตามมาด้วยคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีที่ถูกแฉโดยคู่สนทนา สมเด็จฮุน เซน “เจ้าพ่อสแกมเมอร์แห่งภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (ฉายาโดยสส.วิโรจน์ จากพรรคประชาชน) ในวันเดียวกันกับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หลุดรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย
สเต็ปถัดไปตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของบรรดา “นักร้อง” ที่พากันเตะเกิบหนังเข้าซบหน่วยงานอิสระ ร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ส่งผลให้ในเวลาต่อมาศาลรับคำร้อง และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เรียกเสียงฮือฮาจากทั้งภาคประชาชนและในสภา ตั้งคำถามว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยซึ่งกำลังถูกสั่นคลอนด้วยคลิปเสียงโจมตี และเสียงปริ่มน้ำในสภา จะยุบสภา ลาออก หรือไปต่อ
ภาพการถวายสัตย์นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย นายกรักษาการ บอกกับเราอย่างชัดแจ้งแล้วว่าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจจะไปต่อ แต่ในการเมืองพลิ้วไหวดั่งสายลมเช่นในประเทศของเราแล้ว อะไร ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ท้ายย่อหน้าก่อนหน้านี้อาจไม่ใช่คำถามที่ตั้งตรงต่อผู้นำรัฐบาล แต่คำตอบอาจมาจากบรรดาชนชั้นนำทางการเมืองผู้หวงแหนสิทธิในการตัดสินใจของประเทศ
แน่นอนว่าปัจจัยเล็ก ๆ คือเสียงของประชาชน เวลานี้สภายังคงเปิดประตูต้อนรับให้เหล่าผู้แทนเข้าแสดงเจตจำนงของราษฎร ในบทความนี้ เราจึงจะพาไปขบคิด ชวนวิเคราะห์ อ่านข้อเขียน จากนิสิตในคณะ ที่ตอบคำถามของเราว่า หลังนายกถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร ?
บทวิเคราะห์ โดย ธัชทร ภัทรศิตานนท์
“เป็นอีกครั้งที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเดินมาถึงทางแพร่ง เมื่อนายกรัฐมนตรีของไทยถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนและถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจากคลิปเสียงที่หลุดออกมา คำถามสำคัญในตอนนี้มิใช่เพียงว่า “ใครจะขึ้นมาแทน” แต่คือ ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ทางการเมืองได้หรือยัง?”
ในตอนนี้น.ส.แพทองธารยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ผู้ที่จะทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีคือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายตามลำดับได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, นายพิชัย ชุณหวชิร, และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง (สังเกตว่านายสุริยะปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวก่อนที่นายภูมิธรรมจะถวายสัตย์ปฏิญาณตนในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ เมื่อนายภูมิธรรมถวายสัตย์เรียบร้อย จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนและรักษาการนายกรัฐมนตรีได้)
หลังจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์แล้ว คงยังไม่มีเหตุการณ์สำคัญ (ที่ส่งผลต่อคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลโดยตรง) เกิดขึ้นอีก ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
คาดการณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในครั้งนี้นายกฯ แพทองธารถูกร้องด้วยข้อกล่าวหาใด จึงถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
สมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)—ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีและสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
จะเห็นว่าน.ส.แพทองธารถูกร้องด้วยข้อกล่าวหาเดียวกันกับอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสินว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน ผู้เคยต้องโทษจำคุก ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
จากกรณีของอดีตนายกฯ เศรษฐา นายกฯ แพทองธารน่าจะพ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นคลิปเสียงสนทนาของนายกฯ จริง และนอกจากประเด็นความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และละเมิดจริยธรรมร้ายแรงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญอาจอ้างอิงถึงมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน—ศาล “อาจ” เห็นว่านายกฯ ไม่รักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อันพึงกระทำในฐานะนายกรัฐมนตรี
ผมมองว่าการสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะเป็น Protocol ที่ผู้นำหลายประเทศใช้เจรจาเช่นเดียวกัน เพียงแต่ปัญหาของบทสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน คือใช้ล่ามจากฝั่งกัมพูชาฝ่ายเดียว ไม่มีล่ามไทยช่วยแปล cross check ให้นายกฯ ซึ่งมีนักวิชาการด้านภาษาออกมาแปลแล้วว่าในบางช่วงของการสนทนา ล่ามฝ่ายกัมพูชาแปลไม่ครบถ้วนและตีความตามความเข้าใจของตนเอง
ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร การสนทนาในลักษณะเชิงสนิทสนมกับผู้นำประเทศที่มีข้อพิพาทกับไทย ไม่เพียงแสดงการขาดความรอบคอบในการเจรจาทางการทูตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่ารัฐบาลไทยขาดเอกภาพภายในอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อนายกฯ กล่าวถึงกองทัพไทยในฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” สิ่งนี้ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซับซ้อนขึ้น และบ่อนเซาะเสถียรภาพของรัฐบาลในสายตาประชาชนและนานาประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ การกระทำดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีจึงควรแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
โดยหลักการแล้ว หากนายกฯ แพทองธารควรรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก” เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกับตอนวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 28 ปีก่อนที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบจากการบริหารที่ผิดพลาด แต่ถ้าต้องการความชอบธรรมว่าได้รับเลือกมาจากประชาชนอีกหนหนึ่งก็สามารถยุบสภาฯ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ ทั้งนี้การที่นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งจากประเด็น “จริยธรรม” ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีการตีความอย่างคลุมเครืออาจเข้าข่าย “นิติสงคราม” คือใช้กฎหมายมาต่อสู้ประหัตประหารกันทางการเมืองมากกว่าใช้กลไกตามปกติ—ยุบสภา ลาออก สภาไม่ไว้วางใจ ครบวาระ
ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความ “พิสดาร” อย่างหนึ่งคือไม่ได้บังคับให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็นส.ส. แต่ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองซึ่งส่งสส.ลงเลือกตั้งเสนอไว้ จำนวนพรรคละ 3 รายชื่อ และในการเสนอชื่อนายกฯ ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อต้องมาจากพรรคซึ่งได้ส.ส.ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนส.ส.ทั้งหมด (ราว 25 คน)—ยิ่งบีบให้ชื่อนายกฯ ที่เป็นไปได้แคบลงอีก
หากนายกฯ แพทองธารพ้นจากตำแหน่งแล้ว จะเหลือผู้ที่สามารถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อยู่ 5 คน ได้แก่ นายชัยเกษม นิติสิริ (เพื่อไทย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (รวมไทยสร้างชาติ) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (รวมไทยสร้างชาติ) และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ประการแรก ตัดชื่อนายจุรินทร์ออกได้เลย เพราะมุ้ง(กลุ่ม)ของพรรคประชาธิปัตย์ที่มาร่วมรัฐบาลคือมุ้งนักการเมืองบ้านใหญ่ นำโดยหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส่วนนายจุรินทร์อยู่มุ้งอดีตหัวหน้าพรรค หนึ่งในนั้นคือนายชวน หลีกภัย นายจุรินทร์จึงไม่น่ามีโอกาสที่จะได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ประการต่อมา พรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งมีนายพีระพันธุ์เป็นหัวหน้าพรรคกำลังเผชิญปัญหาความแตกแยกภายใน กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น รวมตัวกันเป็นมุ้งและมีแนวโน้มจะย้ายไปพรรคอื่น ตอนนี้เรายังไม่ทราบแน่นอนว่ามุ้ง “พีระพันธุ์” และมุ้ง “สุชาติ” มีจำนวนส.ส. อยู่เท่าไรกันแน่ หากนายพีระพันธุ์ได้รับการเสนอชื่อจริง เราไม่อาจรู้เลยว่ามุ้งของนายสุชาติจะสนับสนุนหรือไม่
ประการสุดท้าย พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่เสนอชื่อนายชัยเกษมก็เป็นได้ อ้างอิงจากคำสัมภาษณ์ล่าสุดที่นายชัยเกษมให้ไว้กับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง เขาระบุว่า
“เขาอาจจะมองคนอื่นก็ได้ … พูดกันรู้เรื่องกว่า สั่งได้มากกว่า เขาก็ใช้ไป อย่างผมเนี่ยนะ เขาอาจจะมองว่า[เป็น]ประเภทที่ไม่ค่อยจะยอมฟัง … [ถ้า]เขาไม่ได้ตั้งใจจะตั้งเรา เขาตั้งเราเพราะความจำเป็นเฉพาะครั้งเฉพาะคราว เป็นอะไรที่ไม่สะดวกที่จะไปทำหรอก เพราะเราทำแล้วก็ไม่ต่อเนื่อง … เขาอาจจะบอกว่า ที่ตั้งมาไม่ได้หวังให้ทำอย่างนี้ … ไอ้ที่ตั้งมา ตั้งไม่จริง”
แสดงให้เห็นว่านายชัยเกษม ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของตระกูลการเมืองชินวัตร-ดามาพงศ์-วงศ์สวัสดิ์ ไม่สามารถสั่งให้ “ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้” ได้—หรือเขาอาจเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้อาจมีอายุต่อไม่นาน จึงไม่อยากรับตำแหน่งเองก็เป็นได้
แต่ถึงอย่างนั้น หากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังจับมือกันต่อ ผมเห็นว่าบุคคลจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหากไม่ยุบสภาคือหนึ่งในสามคนนี้ คือ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (กรณีนี้ที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาล), หรือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี (สามารถลาออกและมาดำรงตำแหน่งได้ เหมือนพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์)
ทางออกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้
อย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้าครับ ถ้าหากนายกฯ แพทองธารต้องการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คลิปเสียงเผยแพร่ออกมาใหม่ ๆ สามารถลาออกและให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกกลับเข้าไปใหม่ก็ได้
กฎหมายไม่ได้บังคับห้ามเสนอชื่อซ้ำนะครับ นายกฯ แพทองธารสามารถลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แล้วให้สภาเลือกกลับมาใหม่ได้เพื่อแสดงว่าได้รับความชอบธรรมจากสภาผู้แทนฯ แล้ว แต่จากเหตุการณ์ “ห้ามเสนอญัตติซ้ำ” เมื่อปี 2566 ก็ไม่แน่ว่าพรรคการเมืองบางพรรคอาจเห็นค้านและไม่เห็นชอบให้นายกฯ แพทองธารดำรงตำแหน่งต่อ
ขณะนี้นายกฯ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ต้องรอคำวินิจฉัยก่อนว่าจะออกมาในแนวทางไหน หากนายกฯ แพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่ง อย่างที่ผมกล่าวไป พรรคร่วมรัฐบาลคงจับมือกันต่อ ยังไม่พร้อมเลือกตั้งในตอนนี้ เพราะอาจพ่ายแพ้แกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน อ้างอิงจากผลสำรวจของนิด้าโพลล์ซึ่งชี้ว่าพรรคประชาชนมีความนิยมถึงร้อยละ 46.08 ประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร ว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะแพ้เลือกตั้งในตอนนี้
“พูดกันตรง ๆ ถ้าเลือกตั้งตอนนี้เพื่อไทยแพ้ พรรคส้มเท่าที่สำรวจมา น่าจะมาเยอะ เรายังไม่ประสบความสำเร็จในการที่บอกว่าเพื่อไทยนำ ก็กลัวแพ้จริงๆ เราเป็นพรรคการเมือง ก็อยากชนะ ที่เข้าการเมือง เราก็อยากได้อำนาจ ฝ่ายค้านก็มีอำนาจ แต่ไม่ใช่อำนาจในการปฏิบัติ เป็นอำนาจในการตรวจสอบ เราก็ไม่ค่อยอยากได้”
ในความเห็นส่วนตัวของผม การเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่นั้นเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากว่า เพราะตอนนี้กฎหมายงบประมาณปี 69 ยังไม่พิจารณาไม่แล้วเสร็จ การเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐมีทีท่ายืดเยื้อ รวมถึงข้อพิพาทชายแดนกัมพูชาก็ยังไม่มีข้อยุติ หากเรายุบสภาตอนนี้จะต้องจัดการเลือกตั้งอย่างน้อยถัดไปอีก 45 วัน รอประกาศผลเลือกตั้ง จับมือกันตั้งรัฐบาล เสนอชื่อนายกฯ จัดตั้งคณะรัฐมนตรี กระทั่งแถลงนโยบายแล้วเสร็จจึงสามารถทำงานต่อได้ รวม ๆ แล้วใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามเดือนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะปฏิบัติงานได้จริง ตรงนี้เป็นปัญหาสำคัญของการยุบสภาในขณะที่ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัวต่อเนื่องพร้อมกับที่เกิดสงครามการค้าระหว่างรัฐมหาอำนาจ การจัดการปัญหาตรงหน้าตอนนี้สำคัญกว่าครับ
ล่าสุด สส.พรรคประชาชนบางรายรวมถึงนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคให้ความเห็นว่าพรรคประชาชนสามารถให้ความเห็นชอบต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในบัญชีรายชื่อที่เหลืออยู่ แต่จะไม่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้ประเทศถึงทางตันและยืนยันว่ากลไกปกติสามารถแก้ปัญหาได้ ตรงนี้น่าสนใจเพราะจะเป็นการใช้หลัก Confidence & Supply คือโหวตให้เป็นนายกฯ และผ่านกฎหมายสำคัญ—เช่น งบประมาณ—ให้ได้ แต่จะไม่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี โดยพรรคประชาชนวางเงื่อนไขว่ารัฐบาลใหม่ต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจังและเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเตรียมการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น ผมเห็นว่าข้อเสนอนี้เหมาะสมในยามที่ประเทศมีวิกฤติรุมเร้า ต้องมีรัฐบาลอำนาจเต็มแก้ไขวิกฤติให้ผ่านไปได้ก่อน
อนึ่ง การที่นายกฯ แพทองธารเลือกดำรงตำแหน่งต่อและไม่ลาออกหรือยุบสภาฯ ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์คลิปเสียงทำให้รัฐบาลติดกับดักกฎหมายคือ “ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาฯ ได้หรือไม่” บางฝ่ายบอกว่าไม่สามารถกระทำได้เพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี บางฝ่ายบอกว่าสามารถกระทำได้เพราะในตัวบทรัฐธรรมนูญเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่โดยธรรมเนียมการปกครองต้องให้หัวหน้าฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกาก่อน
ถ้านายกฯ แพทองธารลาออกในวันนั้น และให้สภาเลือกกลับเข้าไปใหม่ก็ถือว่าได้รับความชอบธรรมใหม่แล้ว หรือกระทั่งยุบสภาแม้ว่าจะเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการ “ล้างไพ่” และแสวงหาความชอบธรรมใหม่ก็ยังทำให้สภาพการเมืองไม่อึมครึม รัฐบาลไม่ติดกับดักรัฐธรรมนูญ และประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้
ท้ายที่สุด ทุกคนคงเห็นแล้วว่าต้นเหตุสำคัญของวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้มาจากการตัดสินใจของรัฐบาลหรือตัวนายกฯ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาจากมรดกของคณะรัฐประหารคือรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเหมือนกับดักที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิดหลายชนิด—ทั้งจริยธรรมนักการเมือง เลือกนายกฯ ได้แค่จากบัญชีรายชื่อ แก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงสว.หนึ่งในสาม—ทุ่นระเบิดเหล่านี้พร้อมที่จะระเบิดและสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อการเมืองตลอดเวลา ดังนั้นต่อจากนี้ รัฐบาลและรัฐสภาต้องจริงจังกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพาประเทศออกจากกับดักกฎหมายนี้เสียที
บทวิเคราะห์ โดย pumpkinbread
หลังจากเหตุการณ์คลิปเสียงการพูดคุยส่วนตัวระหว่างนายกแพทองธาร ชินวัตร และฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ถูกนำมาเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ได้เกิดข้อถกเถียงในประเด็นต่าง ๆ ขึ้น เช่น การที่นายกใช้คำพูดเจรจาที่ดูนอบน้อม ไม่หนักแน่นเหมือนที่ประชาชนหลายคนคาดหวังไว้ว่านายกควรจะเป็น และการใช้คำพูดว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ส่งผลให้นายกสูญเสียคะแนนความนิยมและเพิ่มกระแสความเกลียดชังในชั่วข้ามคืน คนไทยส่วนมากเมินเฉยจุดประสงค์ของการเจรจาส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศ ที่ยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดสงคราม และมองข้ามการกระทำผิดหลักการทูตของฮุนเซน ที่นำคลิปเสียงมาปล่อย แล้วไปโฟกัสอยู่กับการใช้คำพูดของอุ๊งอิ๊ง ด่าว่าขายชาติบ้าง ผิดจริยธรรมบ้าง จนท้ายที่สุดก็ถูกยื่นคำร้องถอดถอนโดยประธานวุฒิสภา และถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีโดยศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา
ใครหลาย ๆ คนคงรู้สึกเดจาวูกับเหตุการณ์นี้ เพราะก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่องค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจที่มีอยู่มาก ตัดสินความเป็นไปในระบอบประชาธิปไตย เหตุเพราะตัวรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจได้มากล้น ยกตัวอย่างคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต เช่น การสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ในปี พ.ศ. 2563, การสั่งยุบพรรคก้าวไกล และถอดถอนนายก เศรษฐา ทวีสิน ในปี พ.ศ. 2567 มาจนถึงกรณีล่าสุดอย่างการสั่งให้นายกแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าในท้ายที่สุดแล้วศาลจะวินิจฉัยอย่างไร อีกหนึ่งประเด็นที่น่าถกคือการตีความกฎหมายในข้อที่เกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรม ศาลรัฐธรรมนูญใช้ข้อ “จริยธรรม” นี้มาตัดสินว่ารัฐมนตรีใดกระทำการที่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงและสมควรได้รับโทษหรือไม่ ผ่านมาตรา 160 ที่ว่าหนึ่งในคุณสมบัติของรัฐมนตรีคือ “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” หากแต่จริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่คนหมู่น้อยกำหนดขึ้นมาเอง ขอบเขตของมันจึงคลุมเคลือ การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ตายตัวอย่างชัดเจน
จะสังเกตเห็นได้ว่า ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิ์นายกไปแล้วหนึ่งคน ทำให้ประชาชนไม่พอใจเป็นอย่างมาก ศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามถึงการเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายพรรคการเมืองหรือนายกรัฐมนตรีใด ๆ ว่าที่เป็นอยู่มันสมควรแล้วหรือไม่ เหตุใดเสียงของคนเก้าคนถึงมีน้ำหนักมากกว่าประชาชนหลายล้านคน
ถ้าให้คาดการณ์คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อนายกแพทองธารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อ้างอิงจากคำตัดสินคดีก่อนหน้าและความคลุมเครือของรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ที่ว่าด้วยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแล้ว เราคิดว่านายกแพทองธารน่าจะถูกสั่งให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคนที่ขึ้นต่อน่าจะเป็น ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกคนสุดท้ายของเพื่อไทย เพราะเรามองว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีทางปล่อยให้ตำแหน่งนายกหลุดมือในตอนนี้ เพราะถ้าหากเสียตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าพรรคตนจะชนะการเลือกตั้งในสมัยหน้าได้อีก แต่ท้ายที่สุดแล้ว เกมการเมืองเป็นสิ่งที่พลิกผันได้ตลอดเวลา ผ่านการดีลและหาข้อตกลงระหว่างพรรค แคนดิเดตจากพรรคอื่นอาจมีอิทธิพลขึ้นมาในอนาคตก็ได้
อีกหนึ่งแคนดิเดตที่หน้าจับตามองคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์คลิปเสียงหลุดนั้น พรรคภูมิใจไทยได้เตรียมตัวบอกลาพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว สืบเนื่องมาจากประเด็นที่เพื่อไทยต้องการทวงคืนเก้าอี้ รมว. มหาดไทยที่ภูมิใจไทยดำรงตำแหน่งอยู่ และในเมื่อภูมิใจไทยไม่ให้ แต่เพื่อไทยจะเอา สุดท้ายจึงตัดสินใจแยกทางกัน หลังจากนั้นไม่นานคลิปเสียงก็ถูกปล่อยออกมา ภายในวันเดียวกันนั้น พรรคภูมิใจไทยได้ออกแถลงการณ์ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า เป็นมติที่เกิดขึ้นจากการพิจารณากรณีคลิปเสียงการโทรศัพท์เจรจาระหว่างแพทองธารและฮุนเซน ไม่ได้กล่าวถึงการถอนตัวออกเพราะเสียเก้าอี้ รมว. มหาดไทยแต่อย่างใด อีกทั้งเนื้อหาในแถลงการณ์ยังกล่าวถึงความพร้อมของตนที่จะ “ร่วมมือกับประชาชน สนับสนุนกองทัพ” ตอนที่ข้อความนี้ถูกเผยแพร่นั้น ประชาชนไทยอยู่ในสภาวะที่โกรธจัด พร้อมสนับสนุนทหารให้มีการรบ มันจึงดูเหมาะเจาะเหลือเกินกับการลงมาเล่นประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเพราะต้องการเกาะกระแสหรืออย่างไร ส่วนตัวเรามองว่าเหตุการณ์เหล่ามันแปลกที่เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอนราวกับว่ามีใครปล่อยคิวเบื้องหลัง และหลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัว นายอนุทินได้เข้าร่วมพรรคฝ่ายค้าน เมื่อพิจารณาจากจำนวนที่นั่ง สส. ในสภาของพรรคภูมิใจไทย รวมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ แล้ว ถ้าหากตกลงหารือผลประโยชน์ร่วมกันได้ มันจึงมีความเป็นไปได้เช่นกันที่อนุทินอาจขึ้นมาเป็นนายก
เรายืนยันในความคิดว่าสุดท้ายแล้ว ชะตากรรมของนายกรัฐมนตรีที่จะพ้นจากตำแหน่ง ควรเป็นผลลัพธ์ที่มาจากวิธีเหล่านี้ คือ หมดวาระ, ลาออกเอง, ยุบสภา, การลงมติไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่การถูกตัดสินโดยอำนาจคน 9 คน ที่ถูกคัดเลือกมา และให้ผ่านเห็นชอบโดย สว. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก ทั้งนี้ทั้งนั้น เราได้อ่านความเห็นประชาชนหลายคน รวมถึงนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ออกมาพูดแนะนำว่าให้ยุบสภาเสีย แต่เนื่องด้วยสภาพบ้านเมืองเราตอนนี้ เราไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา เรามองว่ามันเสี่ยงเกินไป บ้านเมืองเราไม่มั่นคงในระดับระหว่างประเทศ ประชาชนก็ถูกปลุกปั่นให้คลั่งในความรักชาติ โพสต์ข้อความในสื่อออนไลน์ว่าตนพร้อมปกป้องประเทศ ถ้าหากมีการสู้รบกันก็จะไปร่วมด้วย อีกทั้งผู้มีชื่อเสียงก็ออกมาโพสต์ให้กำลังใจกองทัพ ประชาชนปลุกระดมชาตินิยมในตัวเองด้วยวลี “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” พร้อมจะปกป้องประเทศผ่านการสู้รบเต็มที่ จนเผลอลืมว่าเขตชายแดนคือที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องการให้มีสงคราม และกฎหมายระหว่างประเทศ นักการทูต การเจรจาด้วยสันติวิธีมีอยู่จริง นอกจากนี้คนไทยบางกลุ่มยังเชิดชูทหาร ถึงขั้นเรียกร้องรัฐประหารกลับมาเลยก็มี และเป็นเรื่องน่าสลดที่ในตอนนี้ผลพวงจากการทำรัฐประหารของประยุทธ์ยังคงฝังรากลึกในรูปแบบของพวกพ้องในสภา สว. องค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้น และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ยังไม่ถูกแก้ไข ดังนั้นเราจึงมองว่าการยุบสภาในตอนนี้จะทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งภาวะนี้อาจกลายเป็นช่องว่างที่ถูกเล็งเห็นโดยผู้ที่ต้องการครอบครองอำนาจ ใช้ความเป็นชาตินิยมมาอ้างเพื่อเอาผลประโยชน์เข้าตัว จนท้ายที่สุดอาจเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ประชาชนจะตื่นรู้และเรียกร้องว่าไม่เอารัฐประหาร จนมีโอกาสเกิดได้น้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีอยู่เลย
จากบรรณาธิการ
บทวิเคราะห์ทั้งสองชี้ทางออกต่างกัน แต่จุดร่วมที่เห็นได้ชัดคือ การตัดสินชี้ชะตานายกรัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งไม่สมควรขึ้นอยู่กับ “คนเก้าคน” และเหตุการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่าย “นิติสงคราม” ซึ่งหมายถึง การประหัตประหารกันทางการเมืองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
ทั้งคู่คาดไว้แล้วว่าโอกาสที่นางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี จะหลุดจากตำแหน่งมีสูง หากเป็นเช่นนั้น ประเทศของเราก็จะถูกศาลเด็ดหัวรัฐบาลถึงสองครั้งติดต่อกันในเวลาไม่ถึงปี น่าคิดว่ามาตรฐานใหม่การเมืองไทยจะเป็นเช่นนี้ต่อไป จนกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (อย่างยากลำบาก) จะแล้วเสร็จหรือไม่
หมุดหมายสำคัญจึงไม่พ้นรัฐธรรมนูญใหม่ ที่สมควรผ่านกระบวนการและประกาศใช้ในเร็ววัน
สุดท้ายแล้วกระแสลมจะพัดพาเราไปที่ทางใดไม่อาจทราบได้ กระบวนการทางการเมืองคือเกมกระดานซับซ้อนที่มีผู้เล่นสลับมือเปลี่ยนไพ่กันพัลวัน ไม่แน่ว่าข่าวใหญ่วันพรุ่งนี้อาจทำให้เราต้องคิดใหม่ ถึงกับรื้อบทความ บทวิเคราะห์สถานการณ์กันยกชุด
อย่างไรก็ตาม หนึ่งสิ่งที่เราต้องหยัดยืนคือการต่อต้านรัฐประหาร ส่งเสียงถึงชนชั้นนำชุดลายพราง ให้วางกระบอกปืน
เพราะไม่ว่ายังไง การเมืองไทยก็มีทางไปเสมอ
บรรณานุกรม (ของบทวิเคราะห์ โดย ธัชทร ภัทรศิตานนท์)
สัมภาษณ์อ.ชัยเกษม https://youtu.be/SC2dpGTgqXw
รัฐธรรมนูญ https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF
ข่าวพรรคประชาชยินดีสนับสนุนนายกฯ โดยไม่รับตำแหน่ง https://www.prachachat.net/politics/news-1839223
ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนเศรษฐา https://www.ilaw.or.th/articles/41083
ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องถอดถอนแพทองธาร https://www.thaipbs.or.th/news/content/353787
Confidence & Supply https://peo.gov.au/understand-our-parliament/your-questions-on-notice/questions/what-is-confidence-and-supply
คำให้สัมภาษณ์ของจักรภพ เพ็ญแข
https://www.facebook.com/100064810775743/posts/1224178146419200/?_rdr
ดูเพิ่ม
วิเคราะห์การเมืองโดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี https://youtu.be/nbcXkwdlMZc
บรรณาธิการ โดย พัทธ์นันท์ ยุกตานนท์ & ฐิญาดา บุญกูล
พิสูจน์อักษร โดย ฐิญาดา บุญกูล
ภาพประกอบ โดย พัทธ์นันท์ ยุกตานนท์
Leave a Reply