
Brain Rot: “the supposed deterioration of a person’s mental or intellectual state, especially viewed as the result of overconsumption of material (now particularly online content) considered to be trivial or unchallenging. Also something characterized as likely to lead to such deterioration”.1
Brain Rot หมายถึง “การเสื่อมถอยของสภาวะทางจิตใจหรือปัญญา โดยเฉพาะที่เป็นผลจากการบริโภคสื่อมากเกินปริมาณที่เหมาะสม (ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสื่อออนไลน์) โดยสื่อเหล่านั้นไร้สาระและไม่กระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ และยังหมายรวมถึงสิ่งที่มักนำไปสู่ความเสื่อมถอยนั้นด้วย”
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา Oxford University Press ได้ประกาศให้ ‘brain rot’ เป็นคำศัพท์แห่งปี ค.ศ. 2024 ซึ่งสื่อที่น่าจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการเพิ่มความนิยมของคำนี้ คงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก “Tiktok” แอปพลิเคชันที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถลงคลิปวิดีโอสั้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นคัฟเวอร์ ลิปซิงก์เสียงที่มักเป็นเนื้อหาตลกขบขัน ฯลฯ ที่ส่งผลเสียให้กับผู้ใช้งานทั้งด้านความคิดและพฤติกรรม
หากสุ่มถามคนเดินถนนในประเทศไทยด้วยคำถามว่า “คุณรู้จักแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Douyin หรือไม่” เป็นไปได้ว่าคงมีคนส่วนน้อยที่ตอบว่ารู้จัก แต่หากเปลี่ยนจากชื่อ Douyin เป็น Tiktok นั้น คำตอบคงเป็นเอกฉันท์ว่ารู้จักอย่างแน่นอน
Tiktok เป็นแอปฯ สัญชาติจีนซึ่งมีที่มาจาก Douyin จากบริษัท ByteDance ที่เน้นคลิปวิดีโอสั้น แนวตั้ง ซึ่งมีระยะเวลาอยู่ในช่วงต่ำกว่า 1 นาทีไปจนถึง 2 นาที โดยเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อจาก Douyin ไปเป็น Tiktok นั้นเพราะ ByteDance ต้องการให้ Tiktok เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถทำการตลาดไปได้ทั่วโลกไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศจีน
ด้วยการที่ Tiktok ให้อิสระกับเนื้อหาและไม่มีการกำหนดมาตรฐานของคลิปวิดีโอที่สูงมากนัก ทำให้ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องก็สามารถสรรสร้างคลิปวิดีโอเพื่อนำไปเผยแพร่ใน Tiktok ได้ทั้งนั้น อีกทั้งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั่วทั้งโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 จึงมีความจำเป็นต้องอยู่ภายในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ความรู้สึกเบื่อจากการที่ไม่ได้ออกไปพบปะผู้คนก็เกิดขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อผู้คนต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ภายนอก แต่ไม่สามารถออกไปในที่สาธารณะได้ จึงหันไปหาแอปพลิเคชันที่พึ่งเปิดตัวมาได้ไม่นาน อย่าง Tiktok ส่งผลให้กระแสความนิยมของ Tiktok เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนติดลมบนและก้าวขึ้นมายืนเทียบเคียงกับโซเชียลมีเดียอันดับต้น ๆ เช่น Facebook หรือ Instagram ได้ในที่สุด
การยืนยันความนิยมที่ Tiktok ได้รับนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางสถิติหรือการสังเกตการณ์ใด ๆ ให้ยุ่งยากแม้แต่น้อย เพียงแค่โดยสารรถไฟฟ้าทั้ง BTS หรือ MRT แล้วกวาดสายตามองผู้โดยสารรอบตัวจะสามารถเห็นได้ว่า ผู้โดยสารอย่างน้อยมากกว่าครึ่งหนึ่งกำลังก้มหน้าจดจ่ออยู่กับ Tiktok
แน่นอนว่าการใช้งาน TikTok มีข้อดี ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายความเครียด, การหาแรงบันดาลใจ, การแสดงความคิดเห็น เป็นต้น แต่สิ่งใดก็ตามที่เราบริโภคมากเกินไปต่างก็ส่งผลเสียทั้งสิ้น ทั้งการสร้างความเข้าใจที่บิดเบือนให้ผู้ใช้งาน, การลดทอนความสามารถด้านการรับรู้ (cognitive functions) และลดประสิทธิภาพในการเรียนของกลุ่มผู้ใช้งานในวัยเรียน
สื่อโซเชียลที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้โลดแล่นไปกับความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองอย่างเต็มที่นี้ เป็นพื้นที่ที่ดีสำหรับการค้นหาและแสดงออกถึงตัวตนของผู้ใช้งานคนนั้นเอง หากแต่ในขณะเดียวกัน การไม่มีข้อจำกัดเรื่องคอนเทนต์ ก็อาจส่งผลให้ผู้ใช้งานซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องของวิจารณญาณในการเสพสื่อมาดีมากเพียงพอเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ผลิตคอนเทนต์ที่ส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม เช่น คอนเทนต์แกล้งคนในที่สาธารณะ หรือแม้แต่เกิดการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นบนสื่อนั้น ๆ ที่เผยแพร่แนวทางการใช้ชีวิตที่ดูสวยงามและมีสุนทรียภาพ จนนำไปสู่ความเครียดและปัญหาทางสุขภาพจิตในที่สุด
เมื่อ TikTok ได้รับความนิยมไปทั่วทั้งโลก ก็เริ่มมีกลุ่มคนที่ต้องการหารายได้จากการทำคอนเทนต์ และด้วยความสะดวกทั้งหมดในการผลิตคลิปวิดีโอดังที่ได้กล่าวมา ทำให้กลุ่มคนที่สนใจหารายได้จากการทำคอนเทนต์ลง TikTok นั้นมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวแสดงที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้หน้าฟีดใน TikTok ของผู้ใช้งานแต่ละคนแตกต่างกันไปตามความสนใจ คือ อัลกอริทึม ซึ่งหมายถึงโปรแกรมที่โซเชียลมีเดียใช้เรียนรู้ความชื่นชอบของผู้ใช้งาน ผ่านการตอบสนองต่อเนื้อหาที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอ เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่ในแอปพลิเคชันให้ได้นานมากที่สุด แต่การคัดกรองคลิปมาขึ้นหน้าฟีดใน TikTok เป็นการนำเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้งานพึงพอใจมาให้กับผู้ใช้งานบริโภคและนำสิ่งที่แตกต่างหรือขัดแย้งกับความคิดเห็นของผู้ใช้งานคนนั้นออกไปไม่ให้ผู้ใช้งานรับรู้ สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าความคิดความเชื่อของเขานั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อีกทั้งคนส่วนใหญ่ก็เห็นชอบกับความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน ในท้ายที่สุดสิ่งที่เคยเป็นเพียงแค่ความเชื่อก็กลับกลายไปเป็น “ความจริง” ในทัศนะของผู้ใช้งานคนนั้น และเกิดเป็นความงมงายที่จะไม่รับฟังความเห็นที่แย้งกับความเชื่อในเรื่องนั้น ๆ อีกต่อไป2 ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า “echo chamber” หากแปลตรงตัวคำนี้จะหมายถึง ห้องเสียงสะท้อน กล่าวคือห้องที่ไม่ว่าเราจะพูดอะไรออกไป สิ่งที่เราพูดก็จะสะท้อนกลับมาให้เราได้ยินอีกครั้ง แต่ในบริบทนี้หมายถึงการที่ความเห็นจากภายนอกที่เราได้รับรู้ ผ่านการคัดกรองของอัลกอริทึมมาให้เป็นความเห็นที่สอดคล้องกับความเห็นของเราจนอาจทำให้เราคิดไปได้ว่าไม่จำเป็นต้องรับฟังความเห็นอื่น เพราะสิ่งที่เราเชื่อนั้นถูกต้องอยู่แล้ว
เหตุผลที่การเข้ามาของ TikTok ส่งผลกระทบต่อสังคมได้ในระยะเวลาอันแสนสั้นเมื่อเทียบกับ Facebook หรือ Instagram ที่คงอยู่มาเป็นเวลานาน เนื่องจากอัลกอริทึมของ TikTok ให้ความสำคัญกับปฎิกิริยาของผู้ใช้งานกับเนื้อหาที่กำลังแสดงอยู่บนจอเป็นอย่างมาก และเนื้อหาหลักที่เราจะได้รับใน TikTok จะเป็นสิ่งที่มาจากการคัดกรองของอัลกอริทึมทั้งสิ้น ใน Facebook หรือ Instagram บนหน้าฟีดของเราจะแสดงเพียงแค่เนื้อหาจากผู้ที่เราติดตามหรือเป็นเพื่อนเท่านั้นโดยอัลกอริทึมจะเรียนรู้ว่าเรามีการตอบสนองกับบัญชีที่เราติดตามบัญชีใดบ่อย จากนั้นอัลกอริทึมจะแสดงเนื้อหาที่มาจากบัญชีนั้น ๆ ก่อน ถึงแม้จะมีบ้างที่จะมีโฆษณาหรือเนื้อหาจากบัญชีที่เราไม่ได้ติดตามมาแทรก แต่เป็นเพียงแค่ส่วนน้อย และหากต้องการจะดูเนื้อหาจากบัญชีที่เราไม่ได้ติดตาม ใน Instagram เราจำเป็นต้องไปที่หน้า Discover หรือหน้า Video ใน Facebook ซึ่งทั้งสองหน้านี้ไม่ใช่หน้าแรกที่เราเห็นหลังจากที่เรากดเข้ามาในแอปฯ
ในทางตรงกันข้าม หน้าแรกที่เราจะพบหลังจากกดเข้า TikTok จะเป็นหน้า Foryou ซึ่งคัดกรองคลิปที่มีเนื้อหาคล้ายกับคลิปที่เรามีการตอบสนองในทางบวก โดยไม่จำเป็นว่าเราจะต้องติดตามบัญชีนั้น ๆ ทำให้หน้าหลักที่ทุกคนใช้งานของ TikTok จะเร่งความเร็วให้ผู้ใช้งานมี echo chamber ของตัวเอง ได้เร็วกว่าการเล่นแอปฯ อื่นจนน่าตกใจ
ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมนั้น ไม่อาจเป็นสังคมที่มีลักษณะสงบสุขอย่างที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยวาดฝันไว้ (รวมถึงตัวผู้เขียนเอง) หากแต่เป็นสังคมที่มีการถกเถียง การทะเลาะ และเสียงเอะอะมะเทิ่ง กระนั้นพฤติกรรมเหล่านั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองอารมณ์โกรธ หรือกระทำลงไปเพื่อความสะใจส่วนบุคคล แต่เกิดขึ้นเพราะต่างคนต่างรู้ถึงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน และยืนหยัดเพื่อจุดยืนนั้น รวมถึงโน้มน้าวให้ผู้อื่นเข้าใจมุมมองของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็เปิดใจรับฟังและพร้อมจะเปลี่ยนความเชื่อไปตามที่ผู้อื่นโน้มน้าวได้หากเขาคนนั้นมีหลักฐานสนับสนุนความเชื่อที่เราเห็นว่ามีน้ำหนักมากเพียงพอ และสามารถโต้แย้งความเชื่อของตัวเองได้อย่างครบถ้วน
การใช้งาน TikTok อาจทำให้เราสามารถก่อร่างสร้างจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเองขึ้นมาได้ก็จริง แต่ TikTok จะปิดโอกาสที่เราจะได้เห็นความคิดเห็นอื่น ๆ ที่ขัดแย้งกับเราไป ทั้งยังย้ำให้เชื่อว่าความเห็นของตัวเองถูกต้องที่สุด แทนที่จะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนทุกคนได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเองและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ อัลกอริทึมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำกำไรสูงสุดให้บริษัทก็ได้ผลักภาระไปให้สังคมพร้อม ๆ กัน
ดังที่ได้กล่าวไปว่าเพียงแค่รู้จุดยืนของตัวเองนั้นไม่เพียงพอสำหรับสังคมที่เปิดกว้างดังความคาดหวัง หากขาดการรับฟังความเห็นต่าง สังคมนั้นคงต้องจมปลักอยู่กับที่ ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
นอกจากการใช้งาน TikTok ที่มากเกินไปจะส่งผลกระทบด้านลบกับระบบความคิดความเชื่อแล้ว การใช้งานมากเกินไปเป็นประจำยังก่อให้เกิดแบบแผนพฤติกรรมใหม่ ซึ่งส่งผลเสียต่อบุคคลนั้นอีกด้วย เนื่องจากการใช้งาน TikTok จะทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้ในเวลาเพียงไม่ถึงนาทีต่อคลิป เมื่อเราใช้งานไปเป็นระยะเวลานาน (กล่าวถึงในหลักเดือนหรือปี) จะส่งผลให้เรามีความอดทนในการทำสิ่งที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์น้อยลง3 ยกตัวอย่างเช่น การออกกำลังกาย หรือการอ่านหนังสือ กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่น้อยคนจะรู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุขขณะทำได้ หลาย ๆ คนเลือกออกกำลังกายด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ รูปร่าง และเลือกอ่านหนังสือเพราะต้องการพัฒนาความรู้เพื่อใช้ในการสอบ ดังนั้นกว่าคนที่ออกกำลังกายและคนที่อ่านหนังสือด้วยเหตุผลดังกล่าวจะมีความสุขซึ่งก็คือการที่รูปร่างกระชับมากขึ้น หรือสุขภาพที่ดีขึ้นจนสังเกตเห็นได้ในการใช้ชีวิตประจำวัน และคะแนนสอบที่ออกมาตามความคาดหวังได้ตามลำดับ จำเป็นต้องมีความสม่ำเสมอ อดทนทำสิ่งนั้นไปเป็นระยะเวลานาน แต่หากหันกลับไปมอง TikTok เพียงแค่เรากดเข้าไปในแอปฯ เลื่อนดูคลิปไม่กี่คลิป ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความอดทนใด ๆ
การถดถอยของความอดทนนี้ส่งผลกับประสิทธิภาพในการศึกษาของผู้ที่อยู่ในวัยเรียนด้วยเช่นกัน การศึกษานั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการทำอย่างสม่ำเสมอ และจากการลดลงของความอดทนอันเป็นผลจากการเล่น TikTok เมื่อในปัจจุบันมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการเรียนได้แล้ว คนก็ต่างพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ในการเรียน แต่การเรียนนั้นไม่ใช่สิ่งที่อาศัยเพียงแต่ความจำหรือความเข้าใจ ซึ่งเราจะได้จากการให้ AI ช่วยสรุปข้อมูลออกมาเป็นหัวข้อให้เรา การทำแบบนี้ช่วยร่นเวลาการอ่านหนังสือของเราได้ก็จริง และเราอาจจะเข้าใจได้มากกว่าการที่เราอ่านเอง “ในบางกรณี” หากแต่สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญในการเรียนที่เราจะไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนและพัฒนาเลยคือทักษะภาษา ทั้งภาษาแม่ ภาษาที่ 2 หรือ ภาษาที่ 3 ทักษะด้านการอ่านและการเขียน
ทักษะทางภาษาเป็นสิ่งที่จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการใช้งาน การเจอภาษานั้น ๆ บ่อยครั้งจนเกิดความคุ้นชิน ไม่สามารถหาทางลัดหรือสูตรสำเร็จได้ ยกตัวอย่างเช่น การท่องศัพท์และความหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เราเข้าใจบริบทที่เหมาะสมในการใช้คำศัพท์หน่ึง ๆ ได้ นอกจากนั้นคำศัพท์หนึ่งคำมีได้หลายความหมาย และสามารถมีหลายหน้าที่ได้ในประโยคที่ต่างกัน ดังนั้นการอ่านงานเขียนต่าง ๆ ด้วยตัวเองทั้งหมดจะพาให้เราไปพบกับคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เราไม่เคยรู้จัก หรือแม้จะเป็นคำศัพท์ที่เรารู้จักอยู่แล้วคำนั้นก็อาจไม่ได้มีความหมายเช่นเดียวกับที่เรารู้อยู่ก่อน ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักกับภาษาและคำศัพท์อย่างครอบคลุมมากขึ้น
และนอกจากที่เราจะรู้จักภาษาดีขึ้นแล้ว อีกสิ่งที่อยู่คู่กันกับภาษาก็คือการถ่ายทอด เพราะถึงแม้ภาษา ๆ หนึ่ง จะมีความงดงามวิจิตรบรรจงมากเท่าใดก็ตาม หากขาดซึ่งผู้ที่ใช้งาน ภาษานั้นก็เป็นได้เพียงแค่ภาษาที่ตายแล้ว และเป็นตัวเลือกหลัง ๆ ที่คนจะศึกษา โดยในที่นี้จะพูดถึงเพียงการถ่ายทอดผ่านการเขียน และการรับสารที่ถูกถ่ายทอดผ่านการอ่านเท่านั้น
การที่เราอ่านหนังสือต่าง ๆ ด้วยตัวเองทั้งหมดและสรุปใจความสำคัญออกมาด้วยตัวเองจะช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านของเรา เพราะนักเขียนแต่ละคนล้วนมีสำนวนภาษาเป็นของตัวเอง การที่เราได้ท่องไปในความแตกต่างอันหลากหลายของสำนวนจากนักเขียนแต่ละคนจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการทำความเข้าใจภาษาผ่านการอ่านได้ และจะยังช่วยให้เราสร้างสำนวนภาษาเฉพาะตัวของเราทีละเล็กทีละน้อยได้อีกด้วย
เราไม่สามารถวาดรูปท้องฟ้าออกมาได้เพียงอาศัยแค่การอธิบายของคนอื่น โดยที่ชั่วชีวิตของเราไม่มีโอกาสได้เห็นท้องฟ้า เช่นเดียวกันกับการเขียน หากเราไม่เคยผ่านงานเขียนหรือหนังสือใด ๆ เราก็ไม่อาจเขียนให้ออกมาดีได้ การสรุปของ AI จะทำออกมาเป็นหัวข้อ ซึ่งสิ่งที่หายไปอย่างแรก ๆ เลยคงหนีไม่พ้นการเชื่อมความรู้ท้ังหมดที่ผ่านการลำดับของผู้เขียนมาแล้วเป็นอย่างดี การเชื่อมเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อให้งานเขียนนั้นสวยงาม แต่ยังช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเพื่อให้ผู้ที่อ่านงานนั้น เข้าใจข้อมูลได้อย่างง่ายดายและอำนวยความสะดวกให้ผู้อ่านสามารถจดจำข้อมูลอันมหาศาลนั้นได้จากการลำดับข้อมูลนี้เอง
อาจโต้แย้งได้ว่าการใช้ AI สรุปทำให้เข้าใจได้เท่า ๆ กับการอ่านเองด้วยเวลาที่น้อยกว่า ดังนั้นเหตุใดจึงต้องเสียเวลาในการเรียนเรื่องเดียวกันนี้มากด้วย สู้เอาเวลาที่ต้องค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจเองทีละเรื่อง ไปอ่านความรู้ที่ AI สรุปมาให้หลาย ๆ เรื่องน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า แต่ผลพลอยได้จากการพร่ำศึกษาด้วยความเพียรนี้คือทักษะด้านภาษา ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นไม่ว่าจะสำหรับการทำงานหรือการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
การศึกษาในระดับที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะหมายถึงการที่ผู้ศึกษาจำเป็นต้องอ่านข้อมูลมากขึ้นเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ หากเราเริ่มการศึกษาด้วยการมีผู้ช่วยเป็น AI แล้ว ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตบนเส้นทางการศึกษาเราต้องพึ่งพา AI ในการเรียนอยู่เสมอไป และจะเป็นการยากกว่ามาก ถ้าเราต้องฝึกทักษะเหล่านั้นที่เรามองข้ามมาในช่วงเวลาที่เราศึกษาอยู่ในระดับที่สูงแล้ว
นวัตกรรมต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบางคนไม่ว่าจะเป็นทั้งสังคมหรือกลุ่มคนเพียงแค่กลุ่มเดียวเท่านั้น ในกรณี TikTok นี้ก็เช่นกัน เราสามารถใช้ TikTok ให้เกิดประโยชน์ได้ TikTok ช่วยเราผ่อนคลายความเครียด ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ต่าง ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่และเวลา ช่วยให้เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย แต่เนื่องจาก ByteDance บริษัทเจ้าของ TikTok ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเป้าหมายในการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร แต่เป็นบริษัททั่วไปที่มีเป้าหมายคือการทำกำไร ดังนั้นเราทุกคนในฐานะผู้ใช้จึงควรทำความเข้าใจกลไกการทำงานของอัลกอริทึม, คิดทบทวนกับตัวเองว่าเบื้องหลังความสุขอันฉาบฉวยที่เราได้รับจากการเล่น TikTok นั้น มีต้นทุนอะไรบ้างที่เราต้องเสียไป, ลองวิเคราะห์เนื้อหาที่เรากำลังดูว่ามีใจความสำคัญอะไร ใช้การถ่ายทอดแบบไหน และผู้สร้างมีจุดประสงค์อะไรในการทำคลิปนั้น, แบ่งเวลาหลังจากดูแต่ละคลิปมาเพียงไม่นาน เพื่อประเมินคุณภาพของคลิปที่เราได้ดูว่าผ่านการคิดเรียบเรียง มีความน่าเชื่อถือและทำอย่างตั้งใจหรือไม่
- https://corp.oup.com/news/brain-rot-named-oxford-word-of-the-year-2024/
- https://medium.com/si-410-ethics-and-information-technology/tiktoks-addictive-and-unethical-algorithm-3f44f41f1f3c
- Xu, Ziyan, Xinqiao Gao, Jun Wei, Huiqin Liu, and Yu Zhang. “Adolescent User Behaviors on Short Video Application, Cognitive Functioning and Academic Performance.” Computers & Education, 104865, 203 (October 2023). https://doi.org/10.1016/j.compedu.2023.104865.
อ้างอิง
Bale, Ajay Sudhir, Sanjeev C Reddy, H. Chandramouli, Sudhakiran Ponnuru, S. Saranya, and Keerthana Lal. “Review on Intelligent Social Networking Algorithms and Their Effects on Predicting the Adequacy of Renewable Energy Sources via Social Media.” 2024 Second International Conference on Smart Technologies for Power and Renewable Energy (SPECon), April 2, 2024, 1–6. https://doi.org/10.1109/specon61254.2024.10537390.
https://www.visionofhumanity.org/why-tiktok-isnt-really-a-social-media-app/
เนื้อหา: พิมพ์รภัทร
พิสูจน์อักษร: ภคพร, ฐิญาดา
ภาพ: อภิชญาณ์
Leave a Reply